Bentley

“Honda Brio” ขับสนุกแต่ออปชันไม่โดน

“Honda Brio” ขับสนุก แต่ตัวเลือกก็ไม่ถูกใจ

ได้ “ช็อค” เต็มที่เพื่อ “Honda Brio” (Honda Brio) รถอีโคคาร์ตัวใหม่ที่ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศปิดรับจองชั่วคราว ซึ่งเป็นผลจากภัยพิบัติครั้งใหญ่ ส่งผลให้มีการขาดแคลนชิ้นส่วนสำหรับการผลิต (บางส่วน) ที่ต้องนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น

ในความเป็นจริง “บริโอ” ที่สายการผลิตที่โรงงานฮอนด้าที่อยุธยา เพียง 7% ของชิ้นส่วนญี่ปุ่นที่ใช้ในรุ่นเกียร์ธรรมดา หรือถ้าเป็นรุ่นเกียร์ออโต้ ต้องยกเกียร์ CVT ทั้งหมด ดังนั้นถึงจะใช้ชิ้นส่วนในประเทศและในอาเซียนรวมเกิน 90% ก็ไม่สามารถผสมกับทั้งคันได้

เพราะเป็นรถรุ่นใหม่ในโลก สต๊อกอะไหล่เริ่มมาแล้วครับ เมื่อทั้งฮอนด้าขัดข้องและซัพพลายเออร์จึงปรับไม่ทัน หรือวิธีแก้ปัญหาต้องซับซ้อนกว่ารุ่นที่วางตลาดมานานแล้วแน่นอน

ตอนนี้ฮอนด้าเลยขอเคลียร์สำหรับลูกค้ากลุ่มแรก ตัดสินใจจองมากกว่า 5,000 คันก่อน ซึ่งประธาน “อัตสึชิ ฟูจิโมโตะ” บอกไม่ได้ เมื่อไหร่จะครบเครื่อง แต่อย่างไรก็ตาม คอนเฟิร์มว่าจะทยอยส่งมอบตามความสามารถในการผลิต ในขณะที่รถล็อตแรกจะพร้อมส่งมอบตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมตามกำหนดเดิม

…สรุปว่าก็ได้แต่ช้าไปหน่อย และหากใครรอไม่ไหว ฮอนด้ายินดีคืนเงินจองเต็มจำนวน … ประธานาธิบดี “ฟูจิโมโต้” กล่าว!

อย่างไรก็ตาม ตารางทดสอบรถที่ฮอนด้าวางไว้หลังสงกรานต์ ยังคงเดินหน้าตามปกติ โดยเชิญสื่อมวลชนกลุ่มใหญ่และเตรียมเส้นทางให้คุณได้ลองในเชียงราย

…หลังจากที่ “ASTV Motoring Manager” ได้เคยนำสเปคคร่าวๆ ของ “Honda Brio“มาอธิบายและเปรียบเทียบกับคู่แข่งเช่น”นิสสัน มาร์ช” ไปก่อนหน้านี้ซึ่งในขณะนั้นได้แสดงอยู่ในเวอร์ชั่นท็อปของ “บริโอ” (รุ่น V ราคา 508,500 บาท) เทียบกับรุ่นท็อปอันดับ 2 ของเดือนมีนาคม (รุ่น V ราคา 507,000 บาท) ออปชั่นดูด้อยกว่านิดหน่อย

***เกิดมาเพื่อคนเอเชีย (ยกเว้นญี่ปุ่น)

ก่อนอื่นผู้เขียนขอเพิ่มเนื้อหา จากบทความที่แล้ว ขอย้ำก่อนนะครับ เพื่อความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับแนวคิดการพัฒนารถยนต์ “บริโอ้”

“มิติของร่างกายมาร์ชดูโตขึ้นบริโอ มีความยาว (Marsh/Brio) 3,780/3,610 มม. กว้าง 1,665/1,680 มม. สูง 1,515/1,485 มม. และระยะฐานล้อ 2450/2,345 มม.”

“จะเห็นได้ว่ามิติของร่างกาย มาร์ช อาจดูเอาเปรียบบริโอไปนิด เพราะถ้าเป็นมวยก็เหมือนรถใหญ่ ลดน้ำหนัก ต่อยรุ่นเล็ก ซึ่งมาร์ชจากตลาดโบราณในญี่ปุ่นและตลาดโลกจัดอยู่ในประเภท subcompact หรือเซกเมนต์ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่โครงการรถอีโคคาร์ในไทย จำเป็นต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้เล็กลงเพื่อให้ได้มาตรฐานไอเสีย และความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง” (พร้อมๆ กัน Nissan ผมอยากย้ายฐานการผลิต Marsh เพื่อลดต้นทุนแล้ว ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงโครงการรถอีโคคาร์ของรัฐบาลไทยก็ลงตัวพอดี)

“ผิดกับบริโอ ที่ริเริ่มแนวคิดของการพัฒนาที่แตกต่าง ฮอนด้าคาดว่าจะเป็นรถเก๋งขนาดเล็ก ราคาไม่แพง และระดับตลาดที่ต่ำกว่าซับคอมแพ็คแจ๊ส,เมือง)แจ่มใส”

สรุปว่า “บริโอ” เป็นรถยนต์ขนาดเล็กสายพันธุ์ใหม่ระดับ Entry Màn chơi ที่มีฐานการผลิตในประเทศไทยและอินเดียเป็นฐานการผลิต เพื่อเจาะตลาดเอเชีย แต่จะไม่ส่งกลับญี่ปุ่นเพื่อขายเพราะมี “K-Car” ประจำการอยู่แล้ว ซึ่งจุดนี้ต่างจาก “นิสสัน มาร์ช” ที่ใช้สเปกนี้ออกสู่ตลาดทั่วโลก (แต่ตัวเลือกอาจจะต่างกันเล็กน้อย)

ตัวเลือกถูกจัดเรียงไว้แต่พอดี

เมื่อไร “บริโอ” เป็นรถขนาดเล็กราคาประหยัด ดังนั้นตัวเลือกต่างๆ จึงถูกจัดวางในลักษณะที่ใช้งานได้จริง (คนเคยอินเดียกับกลุ่มประเทศอาเซียน) หรือตัดอะไร (ฮอนด้า) คิดว่าไม่จำเป็นเพื่อลดต้นทุนรวมทั้งหวังผลการลดน้ำหนักเพื่อให้ผ่านมาตรฐานการบริโภคน้ำมัน

Honda Brio แบ่งเป็น 3 รุ่นย่อย คือ S เกียร์ธรรมดา ราคา 399,900 บาท V เกียร์ธรรมดา ราคา 469,500 บาท และ V เกียร์อัตโนมัติ 508,500 บาท ทุกรุ่นไม่มีที่ละลายน้ำแข็ง และใบปัดน้ำฝนด้านหลัง ล้อมีขนาด 14 นิ้ว แต่รุ่น S มีล้อกระทะ ในขณะที่รุ่น V มีล้ออัลลอยด์

Related Articles

ภายในมีเบาะผ้าและเครื่องปรับอากาศในทุกรุ่น แต่รุ่น V มาพร้อมระบบเครื่องเสียงแบบไม่มีช่องใส่แผ่นซีดี แต่แทนที่จะเป็นช่องต่ออุปกรณ์ภายนอก AUX และ USB ขับเคลื่อนด้วยลำโพง 2 ตัว โดยที่กระจกมองข้างไฟฟ้า 4 ดวงกดขึ้นลง

อย่างไรก็ตาม หากดูจากระบบความปลอดภัย Honda ก็มีระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ระบบกระจายแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) พร้อมถุงลมนิรภัยคู่หน้า เข็มขัดนิรภัยชนิดปรับความตึงอัตโนมัติ LED ไฟเบรกดวงที่สามและกุญแจทำให้เคลื่อนที่ไม่ได้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น

*** เคล็ดลับประหยัดน้ำมัน

นอกจากตัวรถที่มีน้ำหนักเบาแล้ว (ตัวบน 925 กก.) หัวใจของเครื่องยนต์และระบบเกียร์แล้ว ส่งผลให้ Brio ผ่านอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 20 กม./ลิตร ที่ทางราชการกำหนด

เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ SOHC ขนาด 1.2 ลิตร 90 แรงม้า พร้อมระบบวาล์วไอดีแปรผัน i-VTEC เป็นบล็อกเดียวกับเครื่องยนต์ L15A ขนาด 1.5 ลิตร ที่วางอยู่ในรถเก๋ง “City” และ “Jazz” ในประเทศไทย แต่ลดความจุกระบอกสูบ โดยใช้เทคนิคการปรับระยะชักของกระบอกสูบตามที่ฮอนด้าถนัด

เกียร์อัตโนมัติเป็นแบบ CVT แบบแปรผันอย่างต่อเนื่องซึ่งปกติแล้วจะมีโครงสร้างน้ำหนักเบา และช่วยประหยัดน้ำมันในระดับหนึ่งแล้ว แต่ฮอนด้าพยายามพัฒนาและปิดจุดอ่อนเก่าโดยนำ “ทอร์คคอนเวอร์เตอร์” เข้ามาช่วยให้อัตราทดเกียร์สูง หวังว่าจะเพิ่มอัตราเร่งในช่วงสตาร์ท ในขณะเดียวกันก็ลดรอบเครื่องยนต์ด้วยความเร็วคงที่เช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีระบบ “Gear Oil Warmer” ที่จะนำความร้อนของเครื่องยนต์เพื่อรักษาอุณหภูมิของน้ำมันเกียร์ให้พร้อมใช้งานและมีเซ็นเซอร์แรงดันน้ำมันเพื่อควบคุมการทำงานของรอกและสายพานเกียร์ ที่ราบรื่นที่สุดเพื่อไม่ให้คุณสูญเสียพลังงานเกินความจำเป็น

เหนือสิ่งอื่นใด ยังมี EGR การหมุนเวียนก๊าซไอเสีย (แม้ว่าบางคนชอบที่จะถอดออก) เพื่อลดปริมาณไอเสีย หรือต้องทำให้รถผ่านมาตรฐานยูโร 4 ตามเงื่อนไขอีโคคาร์

ขับดีเกินคาด

การเดินทางครั้งนี้ ฮอนด้าให้นักข่าวแต่ละคนทดลองขับรุ่นเกียร์อัตโนมัติระดับแนวหน้า รวมระยะทาง 111 กิโลเมตร เริ่มขบวนจากโรงแรมใกล้สนามบินแม่ฟ้าหลวง วิ่งฟรีไปดอยตุงแล้วกลับที่เดิม

เริ่มจากนั่งตำแหน่งคนขับซึ่งหุ้มด้วยผ้าขึ้นรูปชิ้นเดียว นั่งสบายกว่าที่คิด รองรับส่วนล่าง หลัง ไหล่ และศีรษะได้พอดีกับร่างกายของผู้แต่ง (สูงเกือบ 180 ซม.) คุณจะนั่งและจม? หรือโครงที่นั่งใหญ่เกินไปสำหรับตัวรถ? ที่สำคัญเบาะนั่งยังปรับได้ แค่ขยับไปข้างหน้าถอยหลังด้วยพนักพิง และปรับสูงต่ำไม่ได้

…ดังนั้น พี่สาวคนใดที่สูงน้อยกว่า 160 ซม. เมื่อคุณซื้อมัน ขอหมอนรองก้นเป็นของขวัญด้วย

หลังจากปรับเบาะนั่งและพวงมาลัยให้กระชับระยะการควบคุมแล้ว พบว่าการมองเห็นของบริโอ” ยอดเยี่ยมจากทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นหน้าบานเปิดกว้าง หรือจะมองผ่านกระจกมองหลังให้ชัดขึ้น (เพราะกระจกหลังใหญ่)

ในตำแหน่งคนขับไม่อึดอัด หรือพยายามนั่งเบาะหลังในตำแหน่งที่กว้างขวางนั่นเอง แต่ไม่มีพนักพิงศีรษะ พร้อมกันนี้ถ้านั่ง 3 คนก็จะลงตัวพอดี แต่การเข้าออกประตูหลังบีบออกยากนิดนึง

…หลังจากบิดกุญแจสตาร์ทเป็นเกียร์ D แล้ว ให้เหยียบคันเร่งเบาๆ รถสตาร์ทอย่างแรง กำลังจากเครื่องยนต์ส่งผ่านเกียร์ CVT อย่างต่อเนื่อง รอบค่อยๆ เพิ่มขึ้นจาก 1,000-2,000-3,000 ความเร็วไล่แตะ 80 กม./ชม. สบายๆ

ผู้เขียนพยายามจับอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ด้วยตัวเอง (อาศัยจังหวะไฟแดงและรถคันแรก) ทำได้ประมาณ 15 วินาที โดยลอง 2 ครั้ง รับรองว่าไม่ผิด (ไม่มีตัวเลขอย่างเป็นทางการ)

Honda Brio” ตอบสนองการขับขี่ได้ดีในทุกพื้นที่ของความเร็ว ด้วยม้า 90 ตัวที่ทำงานอย่างขยันขันแข็งแตกต่างจาก”นิสสัน มาร์ช“การมาที่ต้นเท้าและปลายเท้าส่วนตรงกลางหายไป แต่ความเร็วสูงสุดล็อคอยู่ที่ 143-145 กม./ชม.”นิสสัน มาร์ช” ผู้เขียนเคยเหยียบ 160 กม. / ชม. ยังเหลือบ้าง แต่นักข่าวบางคนบอกว่า เคยจมเกจได้ 180 กม./ชม. (ดีใจที่รอดมาได้)

ชุดล่างนุ่มกำลังดี และไม่หนักเกินไป การขับขี่ในโค้งแคบบนถนนบวกกับพวงมาลัยที่คมชัด การทำงานซ้าย-ขวาที่แม่นยำ เพิ่มอารมณ์สปอร์ตมากขึ้น ขับสนุก

ในส่วนของพวงมาลัยไฟฟ้า น้ำหนักเบา ที่ความเร็วต่ำ ขับง่าย แต่ยังขับด้วยความเร็วสูง น้ำหนักจะช้าลงเพื่อให้มั่นใจขึ้นอีกนิด พร้อมกันนั้นด้วยความแม่นยำที่กล่าวไว้ทำให้เกิดการเปลี่ยนเลนกระทันหันเมื่อขับด้วยความเร็วสูง จะทำให้รถเร็วและตัวรถสั่นมากจนคุณสัมผัสได้

วิ่งระยะไกล ระบบกันสะเทือนและถ่ายน้ำหนักของ “บริโอ” ถือว่าดีในระดับหนึ่ง แต่ถ้าใช้ความเร็วเท่ากัน (ประมาณ 120-130 กม./ชม.) “นิสสัน มาร์ช” อาจดูนิ่งขึ้นเล็กน้อย

สำหรับจานเบรกของดิสก์เบรกหน้า และดรัมเบรกในฟังก์ชั่นด้านหลังอย่างเต็มประสิทธิภาพ การชะลอตัวที่นุ่มนวล ระยะเบรกไม่ต้องเหลือเผื่อไว้

ในขณะที่ฉนวนกันเสียงภายในห้องโดยสารก็จัดการได้พอสมควรโดยเฉพาะเสียงลมกับเสียงยางไม่มีหลุดออกมาน่ารำคาญแต่เสียงเครื่องยนต์เท่านั้น ที่กรี๊ดดังตามสไตล์รถฮอนด้าหลายรุ่น

ในแง่ของการสิ้นเปลืองน้ำมันที่ขับขึ้นลงเขาและชนเมื่อวิ่งตรงไปอย่างแรงพอสมควร ตัวเลขแสดงผ่านมาตรวัดในรถประมาณ 14 -15 กม./ลิตร ผิดกับนักข่าวใหญ่คนหนึ่ง ที่บอกว่าเห็นตัวเลขที่ 18 กม./ลิตร กรณียังขับด้วยความเร็วไม่เกิน 110 กม./ชม.

ตัดสั้น… บุคลิกเป็นแบบสปอร์ต ขับสนุก และเป็นรถเก๋งขนาดเล็กที่ขับได้ดีที่สุดในโค้งหนึ่งที่เคยมีมา แต่ตัวเลือกมีให้เท่าที่จำเป็น ซึ่งบางทีก็ดู “งงๆ” อยู่บ้าง ขณะเดียวกันก็บังคับลูกค้าให้จ่ายเงินที่ระดับ 5 แสนบาท เพื่อแลกกับรุ่นเกียร์อัตโนมัติเป็นทางเลือกเดียว ที่สำคัญตอนนี้ไม่มีรถส่งของ และไม่รับจองเพิ่ม

บริโอ แปลเป็นไทย มีชีวิตชีวา ร่าเริง ฉลาด ซึ่งทั้ง 3 นิยามนี้สะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของรถ และเจ้าของด้วย

มีชีวิตชีวา – ขับสนุก คล่องตัว คล่องตัว
ร่าเริง – รูปลักษณ์ทันสมัย ​​ร่าเริงเมื่อมองค่าน้ำมัน
ฉลาดหลักแหลม – ผู้ซื้อต้องฉลาด เฉลียวฉลาด ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะหาเงินซื้อรถหลายแสนคัน

ขอขอบคุณข้อมูล www.manager.co.th

หากข้อมูลนี้มีประโยชน์ โปรดกด LIKE ให้ฉัน ขอบคุณค่ะ ^__^


Thông tin thêm

“Honda Brio” ขับสนุกแต่ออปชันไม่โดน

#Honda #Brio #ขบสนกแตออปชนไมโดน
[rule_3_plain] #Honda #Brio #ขบสนกแตออปชนไมโดน

“Honda Brio” ขับสนุกแต่ออปชันไม่โดน

โดน “อาฟเตอร์ช็อก” ไปเต็มๆ สำหรับ “ฮอนด้า บริโอ้” (Honda Brio) อีโคคาร์น้องใหม่ ที่บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศปิดรับจองชั่วคราว ซึ่งเป็นเหตุจากภัยพิบัติครั้งใหญ่ ส่งผลให้ขาดแคลนชิ้นส่วนเพื่อการผลิต(บางตัว) ที่ต้องนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น
จริงๆแล้ว “บริโอ้” ที่ขึ้นไลน์ผลิต ณ โรงงานฮอนด้าจังหวัดอยุธยา ใช้ชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นเพียง 7% ในรุ่นเกียร์ธรรมดา หรือถ้าเป็นรุ่นเกียร์อัตโนมัติ ก็ต้องยกเกียร์ CVT มาทั้งลูก ดังนั้นต่อให้ใช้ชิ้นส่วนในประเทศและแถบอาเซียนรวมกว่า 90% ก็ไม่สามารถผสมเสร็จรถทั้งคันได้
เนื่องจากเป็นรถโมเดลใหม่ของโลก สต็อกอะไหล่ก็เพิ่งเริ่มตั้งไข่ เมื่อเกิดปัญหาทั้งฮอนด้า และซับพลายเออร์ จึงไม่สามารถปรับตัวได้ทัน หรือทางแก้ทางออกต้องยุ่งยากซับซ้อนกว่ารุ่นที่ทำตลาดมานานก่อนหน้าแน่นอน
ตอนนี้ฮอนด้าจึงขอเคลียร์ให้ลูกค้ากลุ่มแรก ที่ตัดสินใจจองไปกว่า 5,000 คันก่อน ซึ่งในจำนวนนี้ ท่านประธาน “อาซึชิ ฟูจิโมโตะ” ยังไม่สามารถบอกได้ว่า จะส่งมอบได้ครบเมื่อไหร่ แต่กระนั้นก็ยืนยันว่าจะทยอยส่งมอบไปเรื่อยๆ ตามความสามาถที่จะผลิตได้ ขณะที่รถล็อตแรกจะพร้อมส่งมอบตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมตามกำหนดเดิม
…สรุปว่าได้แน่แต่ช้าหน่อย และถ้าใครรอไม่ไหว ทางฮอนด้ายินดีคืนเงินจองให้เต็มจำนวน…ท่านประธาน “ฟูจิโมโตะ” เขาว่าอย่างนั้น!
อย่างไรก็ตามกำหนดการทดสอบรถ ที่ฮอนด้าวางเอาไว้หลังสงกรานต์ ยังเดินหน้าตามเดิมครับ โดยเชิญสื่อมวลชนกลุ่มใหญ่พอสมควร และเตรียมเส้นทางเอาไว้ให้ลองที่จังหวัดเชียงราย
…หลังจากที่ “ASTVผู้จัดการมอเตอริ่ง” เคยนำสเปกคร่าวๆของ “ฮอนด้า บริโอ้” มาแจกแจงและเทียบกับคู่แข่งอย่าง “นิสสัน มาร์ช” ไปก่อนหน้า ซึ่งคราวนั้นแสดงให้เห็นว่าในรุ่นท็อปของ “บริโอ้” (รุ่น V ราคา 508,500บาท) เมื่อเทียบกับรุ่นรองท็อปของมาร์ช (V ราคา 507,000 บาท) แล้ว ออปชันดูจะเป็นรองนิดๆ

***เกิดมาเพื่อคนเอเชีย(ยกเว้นญี่ปุ่น)
ก่อนอื่นผู้เขียนขอยกเนื้อหา จากบทความที่แล้วมาย้ำก่อนนะครับ เพื่อความเข้าใจตรงกัน ถึงแนวคิดในการพัฒนารถยนต์ “บริโอ้”
“มิติตัวถังมาร์ชดูจะใหญ่กว่าบริโอ้ ด้วยความยาว (มาร์ช/บริโอ้) 3,780/3,610 มม. กว้าง 1,665 /1,680 มม. สูง 1,515/1,485 มม. และระยะฐานล้อ 2,450/2,345 มม.”
“จะเห็นว่า มิติตัวถัง มาร์ช อาจดูได้เปรียบ บริโอ้ นิดๆ เพราะถ้าเป็นมวยก็เหมือนรถรุ่นใหญ่ลดน้ำหนักลงมาต่อยรุ่นเล็ก ซึ่งมาร์ชนั้นแต่ไหนแต่ไรมาการทำตลาดในญี่ปุ่นและตลาดโลกก็ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม ซับคอมแพกต์ หรือ บีเซกเมนท์ แต่กระนั้นเมื่อเข้ามาสวมโครงการอีโคคาร์ในไทย จำเป็นต้องหันมาใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กเพื่อผ่านมาตรฐานไอเสีย และอัตราบริโภคน้ำมัน” (ขณะเดียวกันนิสสัน ก็อยากย้ายฐานการผลิตมาร์ชเพื่อลดต้นทุนอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อมาเจอโครงการอีโคคาร์ของรัฐบาลไทยจึงลงตัวพอดี)
“ผิดกับบริโอ้ ที่เริ่มแนวคิดของการพัฒนาต่างกัน ซึ่งฮอนด้าคาดหวังจะให้เป็นเก๋งขนาดเล็ก ราคาประหยัด และระดับการตลาดต่ำกว่าพวกซับคอมแพกต์(แจ๊ซ,ซิตี้)ชัดเจน”
สรุปว่า “บริโอ้” เป็นรถเล็กสายพันธุ์ใหม่ระดับ Entry Màn chơi ที่ยึดประเทศไทยกับอินเดียเป็นฐานผลิต เพื่อเจาะตลาดในเอเชีย แต่จะไม่ส่งกลับไปขายญี่ปุ่นเนื่องจากมีพวก “เค-คาร์” ประจำการอยู่แล้ว ซึ่งประเด็นนี้ก็ต่างจาก “นิสสัน มาร์ช” ที่ใช้สเปกนี้ทำตลาดทั่วโลก(แต่ออปชันอาจจะต่างกันนิดหน่อย)

ออปชันจัดแต่พอดี
ในเมื่อ“บริโอ้” เป็นรถเล็กราคาประหยัด ออปชันต่างๆจึงจัดมาแบบพอใช้งานได้จริง (ก็คนใช้เป็นอินเดีย กับประเทศในแถบอาเซียน) หรือตัดสิ่งที่(ฮอนด้า)คิดว่าไม่จำเป็นเพื่อลดต้นทุน ตลอดจนหวังผลเรื่องการลดน้ำหนักเพื่อให้ผ่านมาตรฐานการบริโภคน้ำมัน
ฮอนด้า บริโอ้ แบ่งเป็น 3 รุ่นย่อย คือ คือ S เกียร์ธรรมดา ราคา 399,900 บาท V เกียร์ธรรมดา ราคา 469,500 บาท และ V เกียร์อัตโนมัติ 508,500 บาท ทุกรุ่นไม่มีไล่ฝ้า และใบปัดน้ำฝนหลัง ส่วนล้อใช้ขนาด 14 นิ้ว แต่รุ่น S จะเป็นล้อกระทะ ส่วนรุ่น V เป็นล้ออัลลอย

ภายในใช้เบาะผ้าและมีระบบปรับอากาศทุกรุ่น แต่รุ่น V จะติดตั้งเครื่องเสียงที่ไม่มีช่องใส่ซีดี แต่แทนด้วยรูต่ออุปกรณ์ภายนอก AUX และUSB ขับด้วยลำโพง 2 ตัว พร้อมกระจกข้างกดขึ้น-ลงด้วยไฟฟ้า 4 บาน
อย่างไรก็ตามถ้ามองที่ระบบความปลอดภัย ฮอนด้าจัด ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ระบบกระจายแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) พร้อมถุงลมคู่หน้า เข็มขัดนิรภัยชนิดปรับความดึงอัตโนมัติ ไฟเบรกดวงที่สามแบบ LED และกุญแจนิรภัย Immobilizer เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น
***เคล็ดลับประหยัดน้ำมัน
นอกจากตัวถังน้ำหนักเบาแล้ว(ตัวท็อป 925 กิโลกรัม) หัวใจหลักอย่างเครื่องยนต์และเกียร์ ก็มีผลให้ บริโอ้ ผ่านเกณฑ์อัตราบริโภคน้ำมัน 20 กิโลเมตร/ลิตร ที่รัฐบาลกำหนด

โดยเครื่องยนต์เบนซิน SOHC 4 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร 90 แรงม้า พร้อมระบบวาล์วไอดีแปรผัน i-VTEC เป็นบล็อกเดียวกับพวก L15A ขนาด 1.5 ลิตร ที่วางอยู่ในเก๋ง“ซิตี้” และ“แจ๊ซ” เมืองไทย แต่ลดความจุกระบอกสูบลง โดยใช้เทคนิคปรับความยาวช่วงชักกระบอกสูบตามที่ฮอนด้าถนัด
ด้านเกียร์อัตโนมัติแบบแปรผันต่อ เนื่อง CVT ซึ่งปกติจะมีโครงสร้างน้ำหนักเบา และช่วยเรื่องการประหยัดน้ำมันอยู่แล้วระดับหนึ่ง แต่ฮอนด้าพยายามพัฒนาและปิดจุดอ่อนเดิมๆ ด้วยการนำ “ทอร์คคอนเวอร์เตอร์” เข้ามาช่วยให้อัตราทดเกียร์สูง หวังเพิ่มอัตราเร่งช่วงออกตัว ขณะเดียวกันจะช่วยลดรอบเครื่องยนต์ที่ระดับความเร็วคงที่อีกด้วย
นอกจากนี้ยังมี ระบบ “อุ่น น้ำมันเกียร์” โดยจะนำความร้อนของเครื่องยนต์มารักษาอุณหภูมิของน้ำมันเกียร์ให้พร้อมใช้ งาน และมีเซ็นเซอร์แรงดันน้ำมันช่วยควบคุมการทำงานของพูลเลย์กับสายพานเกียร์ให้ เนียนมากที่สุด จะได้ไม่สูญเสียกำลังเกินจำเป็น
เหนืออื่นใดยังมี ระบบหมุนเวียนไอเสีย EGR (แม้บางคนจะชอบไปถอดออกก็ตาม) เพื่อลดปริมาณไอเสีย หรือจำเป็นต้องทำให้รถผ่านมาตรฐาน ยูโร 4 ตามเงื่อนไขอีโคคาร์

ขับดีกว่าที่คิด
ทริปนี้ฮอนด้าให้ผู้สื่อข่าวแต่ละคนลองขับรุ่นท็อปเกียร์อัตโนมัติ เป็นระยะทางรวม 111 กิโลเมตร เริ่มขบวนจากโรงแรมที่พักแถวสนามบินแม่ฟ้าหลวง วิ่งแบบฟรีรันไปถึงดอยตุงแล้ววนกลับมาที่เดิม
เริ่มจากการเข้าไปนั่งในตำแหน่งผู้ขับ ซึ่งเบาะผ้าแบบขึ้นรูปชิ้นเดียว นั่งสบายกว่าที่คิดนะครับ รองรับก้น แผ่นหลัง หัวไหล่ และหัวได้พอดิบพอดีตัวผู้เขียน(สูงเกือบ180 ซม.) แต่แอบคิดในใจว่าถ้าเป็นผู้หญิงตัวเล็ก นั่งแล้วจะจมหรือไม่ หรือโครงเบาะอาจใหญ่ไปกับสรีระหรือเปล่า ที่สำคัญตัวเบาะนั้นยังปรับได้แค่เลื่อนหน้าถอยหลังกับพนักพิง และไม่สามารถปรับระดับสูงต่ำได้
…ฉะนั้นแล้ว น้องสาวท่านไหนที่สูงไม่ถึง 160 ซม. ตอนซื้อขอเบาะรองก้นมาเป็นของแถมด้วยก็ดี

หลังปรับเบาะและระดับพวงมาลัยให้กระชับระยะควบคุมแล้ว พบว่าทัศนวิสัยของ “บริโอ้” ดีเยี่ยมทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าโปร่งกว้าง หรือจะมองผ่านกระจกมองหลังยิ่งเต็มตา(เพราะกระจกหลังบานโต)
ในตำแหน่งผู้ขับไม่อึดอัด หรือการลองไปนั่งในตำแหน่งผู้โดยสารด้านหลังก็กว้างขวางพอสมควร แต่ไม่มีพนักพิงหัว ขณะเดียวกันถ้านั่งไปสัก 3 คนก็เต็มชิดพอดี อย่างไรก็ตามการเข้า-ออกประตูหลัง จะออกแนวบีบลำบากนิดหน่อย
…หลังบิดกุญแจสตาร์ท เข้าเกียร์ D กดคันเร่งเบาๆ รถออกตัวกระฉับกระเฉง พลังจากเครื่องยนต์ส่งผ่านเกียร์ CVT ได้ต่อเนื่อง รอบค่อยๆขึ้นไปจาก 1,000-2,000-3,000 ไล่ความเร็วไปแตะ 80 กม./ชม.ได้สบายๆ
ผู้เขียนลองจับอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ด้วยตัวเอง (อาศัยจังหวะรถติดไฟแดงแล้วอยู่คันแรก) ทำได้ประมาณ 15 วินาทีโดยลองอยู่สองครั้งก็แน่ใจว่าคงอยู่ระดับนี้ไม่ผิดแน่ (ไม่มีตัวเลขแจ้งอย้างเป็นทางการ)
“Honda Brio” ตอบสนองการขับดีทุกย่านความเร็ว โดยม้า 90 ตัวขยันทำงานกันคึกคัก ซึ่งต่างจาก “Nissan March” ที่จะมาช่วงตีนต้น และตีนปลาย ส่วนกลางหาย แต่กระนั้นความเร็วสูงสุดก็ถูกล็อกเอาไว้ประมาณ 143-145 กม./ชม. ส่วน “นิสสัน มาร์ช” ผู้เขียนเคยเหยียบได้ 160 กม./ชม.ยังเหลือๆ แต่มีนักข่าวบางท่านบอกว่า เคยทำได้จมเกจ์ 180 กม./ชม. (ดีใจด้วยที่รอดชีวิตมาได้)

ด้านช่วงล่างเซ็ทมานิ่มกำลังดี และไม่แข็งจนเกินไป การขับในโค้งหนึบหนับเกาะถนน บวกกับพวงมาลัยมาคมกริบ สั่งงานซ้าย-ขวาแม่นยำ ยิ่งเพิ่มอารมณ์สปอร์ตขับสนุก
ในส่วนของพวงมาลัยไฟฟ้า น้ำหนักเบาในความเร็วต่ำ คล่องมือขับสบาย แต่กระนั้นเมื่อขับความเร็วสูง น้ำหนักจะหน่วงขึ้นมาให้มั่นใจอีกหน่อย ขณะเดียวกันด้วยความแม่นยำที่กล่าวมา ทำให้ช่วงเปลี่ยนเลนกะทันหันบนการขับขี่ความเร็วสูง จะทำให้รถหน้าไวและตัวถังโยกคลอนมากจนรู้สึกได้
การวิ่งทางไกลต่างจังหวัด ช่วงล่างและการถ่ายเทน้ำหนักของ “บริโอ้” ทำได้ดีระดับหนึ่ง แต่ถ้าบนความเร็วเดียวกัน (ประมาณ 120-130 กม./ชม.) “นิสสัน มาร์ช” อาจจะดูเสถียรกว่านิดๆ
สำหรับการห้ามล้อของดิสก์เบรกหน้า และดรัมเบรกในด้านหลัง ทำหน้าที่ได้เต็มประสิทธิภาพ การชะลอหยุดทำได้นุ่มนวล ระยะเบรกไม่ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาด
ขณะที่การเก็บเสียงภายในห้องโดยสารจัดการได้ดีพอสมควร โดยเฉพาะเสียงลม กับเสียงยางไม่มีหลุดรอดมาน่ารำคาญ แต่จะมีเพียงเสียงเครื่องยนต์ ที่กรีดดังเข้ามาบ้างตามสไตล์รถฮอนด้าหลายๆรุ่น
ด้านอัตราบริโภคน้ำมัน ที่ขับขึ้น-ลงเขา และกระหน่ำตอนวิ่งทางตรงหนักพอสมควร ได้ตัวเลขแสดงผ่านมาตรวัดในรถประมาณ 14 -15 กม./ลิตร ผิดกับนักข่าวรุ่นใหญ่ท่านหนึ่ง ที่บอกว่าเห็นตัวเลขระดับ 18 กม./ลิตร กรณีขับนิ่งๆความเร็วไม่เกิน 110 กม./ชม.
รวบรัดตัดความ… บุคลิก ออกแนวสปอร์ต ขับสนุก และเป็นเก๋งเล็กที่ขับดีที่สุดในโค้งรุ่นหนึ่งเลยทีเดียว แต่ออปชันจัดมาเท่าที่จำเป็น ซึ่งบางทีก็ดู“งก”ไปนิด ขณะเดียวกันยังบังคับให้ลูกค้าต้องจ่ายเงินระดับ 5 แสนบาทเพื่อแลกรุ่นเกียร์อัตโนมัติเป็นทางเลือกเดียว ที่สำคัญตอนนี้ยังไม่มีรถส่งมอบ และไม่เปิดรับจองเพิ่ม
BRIO แปลเป็นไทยว่า ความมีชีวิตชีวา ร่าเริง ปราดเปรื่อง ซึ่ง 3 คำจำกัดความนี้ก็สะท้อนตัวตนของรถ และผู้เป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดี
มีชีวิตชีวา – ขับสนุก ปราดเปรียว คล่องตัว
ร่าเริง – รูปร่างหน้าตาทันสมัย ร่าเริงเมื่อดูบิลน้ำมัน
ปราดเปรื่อง – คนซื้อต้องฉลาด ปราดเปรื่อง ไม่อย่างนั้นจะหาเงินจากไหนมาซื้อรถคันเป็นแสน
ขอขอบคุณข้อมูล  www.manager.co.th
ถ้าข้อมูลนี้มีประโยชน์ ช่วยกด LIKE ให้ผมหน่อยนะครับ ขอบคุณครับ ^__^
 

#Honda #Brio #ขบสนกแตออปชนไมโดน
[rule_2_plain] #Honda #Brio #ขบสนกแตออปชนไมโดน
[rule_2_plain] #Honda #Brio #ขบสนกแตออปชนไมโดน
[rule_3_plain]

#Honda #Brio #ขบสนกแตออปชนไมโดน

“Honda Brio” ขับสนุกแต่ออปชันไม่โดน

โดน “อาฟเตอร์ช็อก” ไปเต็มๆ สำหรับ “ฮอนด้า บริโอ้” (Honda Brio) อีโคคาร์น้องใหม่ ที่บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศปิดรับจองชั่วคราว ซึ่งเป็นเหตุจากภัยพิบัติครั้งใหญ่ ส่งผลให้ขาดแคลนชิ้นส่วนเพื่อการผลิต(บางตัว) ที่ต้องนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น
จริงๆแล้ว “บริโอ้” ที่ขึ้นไลน์ผลิต ณ โรงงานฮอนด้าจังหวัดอยุธยา ใช้ชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นเพียง 7% ในรุ่นเกียร์ธรรมดา หรือถ้าเป็นรุ่นเกียร์อัตโนมัติ ก็ต้องยกเกียร์ CVT มาทั้งลูก ดังนั้นต่อให้ใช้ชิ้นส่วนในประเทศและแถบอาเซียนรวมกว่า 90% ก็ไม่สามารถผสมเสร็จรถทั้งคันได้
เนื่องจากเป็นรถโมเดลใหม่ของโลก สต็อกอะไหล่ก็เพิ่งเริ่มตั้งไข่ เมื่อเกิดปัญหาทั้งฮอนด้า และซับพลายเออร์ จึงไม่สามารถปรับตัวได้ทัน หรือทางแก้ทางออกต้องยุ่งยากซับซ้อนกว่ารุ่นที่ทำตลาดมานานก่อนหน้าแน่นอน
ตอนนี้ฮอนด้าจึงขอเคลียร์ให้ลูกค้ากลุ่มแรก ที่ตัดสินใจจองไปกว่า 5,000 คันก่อน ซึ่งในจำนวนนี้ ท่านประธาน “อาซึชิ ฟูจิโมโตะ” ยังไม่สามารถบอกได้ว่า จะส่งมอบได้ครบเมื่อไหร่ แต่กระนั้นก็ยืนยันว่าจะทยอยส่งมอบไปเรื่อยๆ ตามความสามาถที่จะผลิตได้ ขณะที่รถล็อตแรกจะพร้อมส่งมอบตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมตามกำหนดเดิม
…สรุปว่าได้แน่แต่ช้าหน่อย และถ้าใครรอไม่ไหว ทางฮอนด้ายินดีคืนเงินจองให้เต็มจำนวน…ท่านประธาน “ฟูจิโมโตะ” เขาว่าอย่างนั้น!
อย่างไรก็ตามกำหนดการทดสอบรถ ที่ฮอนด้าวางเอาไว้หลังสงกรานต์ ยังเดินหน้าตามเดิมครับ โดยเชิญสื่อมวลชนกลุ่มใหญ่พอสมควร และเตรียมเส้นทางเอาไว้ให้ลองที่จังหวัดเชียงราย
…หลังจากที่ “ASTVผู้จัดการมอเตอริ่ง” เคยนำสเปกคร่าวๆของ “ฮอนด้า บริโอ้” มาแจกแจงและเทียบกับคู่แข่งอย่าง “นิสสัน มาร์ช” ไปก่อนหน้า ซึ่งคราวนั้นแสดงให้เห็นว่าในรุ่นท็อปของ “บริโอ้” (รุ่น V ราคา 508,500บาท) เมื่อเทียบกับรุ่นรองท็อปของมาร์ช (V ราคา 507,000 บาท) แล้ว ออปชันดูจะเป็นรองนิดๆ

***เกิดมาเพื่อคนเอเชีย(ยกเว้นญี่ปุ่น)
ก่อนอื่นผู้เขียนขอยกเนื้อหา จากบทความที่แล้วมาย้ำก่อนนะครับ เพื่อความเข้าใจตรงกัน ถึงแนวคิดในการพัฒนารถยนต์ “บริโอ้”
“มิติตัวถังมาร์ชดูจะใหญ่กว่าบริโอ้ ด้วยความยาว (มาร์ช/บริโอ้) 3,780/3,610 มม. กว้าง 1,665 /1,680 มม. สูง 1,515/1,485 มม. และระยะฐานล้อ 2,450/2,345 มม.”
“จะเห็นว่า มิติตัวถัง มาร์ช อาจดูได้เปรียบ บริโอ้ นิดๆ เพราะถ้าเป็นมวยก็เหมือนรถรุ่นใหญ่ลดน้ำหนักลงมาต่อยรุ่นเล็ก ซึ่งมาร์ชนั้นแต่ไหนแต่ไรมาการทำตลาดในญี่ปุ่นและตลาดโลกก็ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม ซับคอมแพกต์ หรือ บีเซกเมนท์ แต่กระนั้นเมื่อเข้ามาสวมโครงการอีโคคาร์ในไทย จำเป็นต้องหันมาใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กเพื่อผ่านมาตรฐานไอเสีย และอัตราบริโภคน้ำมัน” (ขณะเดียวกันนิสสัน ก็อยากย้ายฐานการผลิตมาร์ชเพื่อลดต้นทุนอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อมาเจอโครงการอีโคคาร์ของรัฐบาลไทยจึงลงตัวพอดี)
“ผิดกับบริโอ้ ที่เริ่มแนวคิดของการพัฒนาต่างกัน ซึ่งฮอนด้าคาดหวังจะให้เป็นเก๋งขนาดเล็ก ราคาประหยัด และระดับการตลาดต่ำกว่าพวกซับคอมแพกต์(แจ๊ซ,ซิตี้)ชัดเจน”
สรุปว่า “บริโอ้” เป็นรถเล็กสายพันธุ์ใหม่ระดับ Entry Màn chơi ที่ยึดประเทศไทยกับอินเดียเป็นฐานผลิต เพื่อเจาะตลาดในเอเชีย แต่จะไม่ส่งกลับไปขายญี่ปุ่นเนื่องจากมีพวก “เค-คาร์” ประจำการอยู่แล้ว ซึ่งประเด็นนี้ก็ต่างจาก “นิสสัน มาร์ช” ที่ใช้สเปกนี้ทำตลาดทั่วโลก(แต่ออปชันอาจจะต่างกันนิดหน่อย)

ออปชันจัดแต่พอดี
ในเมื่อ“บริโอ้” เป็นรถเล็กราคาประหยัด ออปชันต่างๆจึงจัดมาแบบพอใช้งานได้จริง (ก็คนใช้เป็นอินเดีย กับประเทศในแถบอาเซียน) หรือตัดสิ่งที่(ฮอนด้า)คิดว่าไม่จำเป็นเพื่อลดต้นทุน ตลอดจนหวังผลเรื่องการลดน้ำหนักเพื่อให้ผ่านมาตรฐานการบริโภคน้ำมัน
ฮอนด้า บริโอ้ แบ่งเป็น 3 รุ่นย่อย คือ คือ S เกียร์ธรรมดา ราคา 399,900 บาท V เกียร์ธรรมดา ราคา 469,500 บาท และ V เกียร์อัตโนมัติ 508,500 บาท ทุกรุ่นไม่มีไล่ฝ้า และใบปัดน้ำฝนหลัง ส่วนล้อใช้ขนาด 14 นิ้ว แต่รุ่น S จะเป็นล้อกระทะ ส่วนรุ่น V เป็นล้ออัลลอย

ภายในใช้เบาะผ้าและมีระบบปรับอากาศทุกรุ่น แต่รุ่น V จะติดตั้งเครื่องเสียงที่ไม่มีช่องใส่ซีดี แต่แทนด้วยรูต่ออุปกรณ์ภายนอก AUX และUSB ขับด้วยลำโพง 2 ตัว พร้อมกระจกข้างกดขึ้น-ลงด้วยไฟฟ้า 4 บาน
อย่างไรก็ตามถ้ามองที่ระบบความปลอดภัย ฮอนด้าจัด ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ระบบกระจายแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) พร้อมถุงลมคู่หน้า เข็มขัดนิรภัยชนิดปรับความดึงอัตโนมัติ ไฟเบรกดวงที่สามแบบ LED และกุญแจนิรภัย Immobilizer เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น
***เคล็ดลับประหยัดน้ำมัน
นอกจากตัวถังน้ำหนักเบาแล้ว(ตัวท็อป 925 กิโลกรัม) หัวใจหลักอย่างเครื่องยนต์และเกียร์ ก็มีผลให้ บริโอ้ ผ่านเกณฑ์อัตราบริโภคน้ำมัน 20 กิโลเมตร/ลิตร ที่รัฐบาลกำหนด

โดยเครื่องยนต์เบนซิน SOHC 4 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร 90 แรงม้า พร้อมระบบวาล์วไอดีแปรผัน i-VTEC เป็นบล็อกเดียวกับพวก L15A ขนาด 1.5 ลิตร ที่วางอยู่ในเก๋ง“ซิตี้” และ“แจ๊ซ” เมืองไทย แต่ลดความจุกระบอกสูบลง โดยใช้เทคนิคปรับความยาวช่วงชักกระบอกสูบตามที่ฮอนด้าถนัด
ด้านเกียร์อัตโนมัติแบบแปรผันต่อ เนื่อง CVT ซึ่งปกติจะมีโครงสร้างน้ำหนักเบา และช่วยเรื่องการประหยัดน้ำมันอยู่แล้วระดับหนึ่ง แต่ฮอนด้าพยายามพัฒนาและปิดจุดอ่อนเดิมๆ ด้วยการนำ “ทอร์คคอนเวอร์เตอร์” เข้ามาช่วยให้อัตราทดเกียร์สูง หวังเพิ่มอัตราเร่งช่วงออกตัว ขณะเดียวกันจะช่วยลดรอบเครื่องยนต์ที่ระดับความเร็วคงที่อีกด้วย
นอกจากนี้ยังมี ระบบ “อุ่น น้ำมันเกียร์” โดยจะนำความร้อนของเครื่องยนต์มารักษาอุณหภูมิของน้ำมันเกียร์ให้พร้อมใช้ งาน และมีเซ็นเซอร์แรงดันน้ำมันช่วยควบคุมการทำงานของพูลเลย์กับสายพานเกียร์ให้ เนียนมากที่สุด จะได้ไม่สูญเสียกำลังเกินจำเป็น
เหนืออื่นใดยังมี ระบบหมุนเวียนไอเสีย EGR (แม้บางคนจะชอบไปถอดออกก็ตาม) เพื่อลดปริมาณไอเสีย หรือจำเป็นต้องทำให้รถผ่านมาตรฐาน ยูโร 4 ตามเงื่อนไขอีโคคาร์

ขับดีกว่าที่คิด
ทริปนี้ฮอนด้าให้ผู้สื่อข่าวแต่ละคนลองขับรุ่นท็อปเกียร์อัตโนมัติ เป็นระยะทางรวม 111 กิโลเมตร เริ่มขบวนจากโรงแรมที่พักแถวสนามบินแม่ฟ้าหลวง วิ่งแบบฟรีรันไปถึงดอยตุงแล้ววนกลับมาที่เดิม
เริ่มจากการเข้าไปนั่งในตำแหน่งผู้ขับ ซึ่งเบาะผ้าแบบขึ้นรูปชิ้นเดียว นั่งสบายกว่าที่คิดนะครับ รองรับก้น แผ่นหลัง หัวไหล่ และหัวได้พอดิบพอดีตัวผู้เขียน(สูงเกือบ180 ซม.) แต่แอบคิดในใจว่าถ้าเป็นผู้หญิงตัวเล็ก นั่งแล้วจะจมหรือไม่ หรือโครงเบาะอาจใหญ่ไปกับสรีระหรือเปล่า ที่สำคัญตัวเบาะนั้นยังปรับได้แค่เลื่อนหน้าถอยหลังกับพนักพิง และไม่สามารถปรับระดับสูงต่ำได้
…ฉะนั้นแล้ว น้องสาวท่านไหนที่สูงไม่ถึง 160 ซม. ตอนซื้อขอเบาะรองก้นมาเป็นของแถมด้วยก็ดี

หลังปรับเบาะและระดับพวงมาลัยให้กระชับระยะควบคุมแล้ว พบว่าทัศนวิสัยของ “บริโอ้” ดีเยี่ยมทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าโปร่งกว้าง หรือจะมองผ่านกระจกมองหลังยิ่งเต็มตา(เพราะกระจกหลังบานโต)
ในตำแหน่งผู้ขับไม่อึดอัด หรือการลองไปนั่งในตำแหน่งผู้โดยสารด้านหลังก็กว้างขวางพอสมควร แต่ไม่มีพนักพิงหัว ขณะเดียวกันถ้านั่งไปสัก 3 คนก็เต็มชิดพอดี อย่างไรก็ตามการเข้า-ออกประตูหลัง จะออกแนวบีบลำบากนิดหน่อย
…หลังบิดกุญแจสตาร์ท เข้าเกียร์ D กดคันเร่งเบาๆ รถออกตัวกระฉับกระเฉง พลังจากเครื่องยนต์ส่งผ่านเกียร์ CVT ได้ต่อเนื่อง รอบค่อยๆขึ้นไปจาก 1,000-2,000-3,000 ไล่ความเร็วไปแตะ 80 กม./ชม.ได้สบายๆ
ผู้เขียนลองจับอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ด้วยตัวเอง (อาศัยจังหวะรถติดไฟแดงแล้วอยู่คันแรก) ทำได้ประมาณ 15 วินาทีโดยลองอยู่สองครั้งก็แน่ใจว่าคงอยู่ระดับนี้ไม่ผิดแน่ (ไม่มีตัวเลขแจ้งอย้างเป็นทางการ)
“Honda Brio” ตอบสนองการขับดีทุกย่านความเร็ว โดยม้า 90 ตัวขยันทำงานกันคึกคัก ซึ่งต่างจาก “Nissan March” ที่จะมาช่วงตีนต้น และตีนปลาย ส่วนกลางหาย แต่กระนั้นความเร็วสูงสุดก็ถูกล็อกเอาไว้ประมาณ 143-145 กม./ชม. ส่วน “นิสสัน มาร์ช” ผู้เขียนเคยเหยียบได้ 160 กม./ชม.ยังเหลือๆ แต่มีนักข่าวบางท่านบอกว่า เคยทำได้จมเกจ์ 180 กม./ชม. (ดีใจด้วยที่รอดชีวิตมาได้)

ด้านช่วงล่างเซ็ทมานิ่มกำลังดี และไม่แข็งจนเกินไป การขับในโค้งหนึบหนับเกาะถนน บวกกับพวงมาลัยมาคมกริบ สั่งงานซ้าย-ขวาแม่นยำ ยิ่งเพิ่มอารมณ์สปอร์ตขับสนุก
ในส่วนของพวงมาลัยไฟฟ้า น้ำหนักเบาในความเร็วต่ำ คล่องมือขับสบาย แต่กระนั้นเมื่อขับความเร็วสูง น้ำหนักจะหน่วงขึ้นมาให้มั่นใจอีกหน่อย ขณะเดียวกันด้วยความแม่นยำที่กล่าวมา ทำให้ช่วงเปลี่ยนเลนกะทันหันบนการขับขี่ความเร็วสูง จะทำให้รถหน้าไวและตัวถังโยกคลอนมากจนรู้สึกได้
การวิ่งทางไกลต่างจังหวัด ช่วงล่างและการถ่ายเทน้ำหนักของ “บริโอ้” ทำได้ดีระดับหนึ่ง แต่ถ้าบนความเร็วเดียวกัน (ประมาณ 120-130 กม./ชม.) “นิสสัน มาร์ช” อาจจะดูเสถียรกว่านิดๆ
สำหรับการห้ามล้อของดิสก์เบรกหน้า และดรัมเบรกในด้านหลัง ทำหน้าที่ได้เต็มประสิทธิภาพ การชะลอหยุดทำได้นุ่มนวล ระยะเบรกไม่ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาด
ขณะที่การเก็บเสียงภายในห้องโดยสารจัดการได้ดีพอสมควร โดยเฉพาะเสียงลม กับเสียงยางไม่มีหลุดรอดมาน่ารำคาญ แต่จะมีเพียงเสียงเครื่องยนต์ ที่กรีดดังเข้ามาบ้างตามสไตล์รถฮอนด้าหลายๆรุ่น
ด้านอัตราบริโภคน้ำมัน ที่ขับขึ้น-ลงเขา และกระหน่ำตอนวิ่งทางตรงหนักพอสมควร ได้ตัวเลขแสดงผ่านมาตรวัดในรถประมาณ 14 -15 กม./ลิตร ผิดกับนักข่าวรุ่นใหญ่ท่านหนึ่ง ที่บอกว่าเห็นตัวเลขระดับ 18 กม./ลิตร กรณีขับนิ่งๆความเร็วไม่เกิน 110 กม./ชม.
รวบรัดตัดความ… บุคลิก ออกแนวสปอร์ต ขับสนุก และเป็นเก๋งเล็กที่ขับดีที่สุดในโค้งรุ่นหนึ่งเลยทีเดียว แต่ออปชันจัดมาเท่าที่จำเป็น ซึ่งบางทีก็ดู“งก”ไปนิด ขณะเดียวกันยังบังคับให้ลูกค้าต้องจ่ายเงินระดับ 5 แสนบาทเพื่อแลกรุ่นเกียร์อัตโนมัติเป็นทางเลือกเดียว ที่สำคัญตอนนี้ยังไม่มีรถส่งมอบ และไม่เปิดรับจองเพิ่ม
BRIO แปลเป็นไทยว่า ความมีชีวิตชีวา ร่าเริง ปราดเปรื่อง ซึ่ง 3 คำจำกัดความนี้ก็สะท้อนตัวตนของรถ และผู้เป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดี
มีชีวิตชีวา – ขับสนุก ปราดเปรียว คล่องตัว
ร่าเริง – รูปร่างหน้าตาทันสมัย ร่าเริงเมื่อดูบิลน้ำมัน
ปราดเปรื่อง – คนซื้อต้องฉลาด ปราดเปรื่อง ไม่อย่างนั้นจะหาเงินจากไหนมาซื้อรถคันเป็นแสน
ขอขอบคุณข้อมูล  www.manager.co.th
ถ้าข้อมูลนี้มีประโยชน์ ช่วยกด LIKE ให้ผมหน่อยนะครับ ขอบคุณครับ ^__^
 

Trả lời

Email của bạn sẽ không được hiển thị công khai. Các trường bắt buộc được đánh dấu *

Back to top button