Bentley

ใหม่ New Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition 2022-2023 ราคา-ตารางผ่อน-ดาวน์

ใหม่ ใหม่ Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition 2022-2023 กำหนดการชำระเงินดาวน์ราคา

Audi Q8 60TFSI e Plug-in Hybrid กำลังสูงสุดในกลุ่ม SUV ระดับพรีเมียม จุดเด่นคืออะไร? ไปดูกันเลย

– เครื่องยนต์เบนซิน Plug-in Hybrid V6 462 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 700 Nm
– ขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro
– อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 240 กม./ชม
– ระยะทางขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 40.7 กม.
– พื้นที่เก็บสัมภาระสูงสุด 1625 ลิตร
– ไฟหน้า LED Matrix
– ไฟท้าย LED พร้อมระบบไฟหรี่
– ล้อขนาด 21 นิ้ว พร้อมคาลิปเปอร์เบรคสีแดง หน้า-หลัง
– เปิด-ปิด หลังคาพาโนรามิค
– ชุดแต่งรอบคัน S line และ Black Edition
– เบาะนั่งด้านหน้า S Sports หุ้มด้วยหนัง Valcona ประดับเพชรเจียระไน
– ระบบเสียง Bang & Olufsen ระดับพรีเมียมพร้อมเสียง 3D

Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition ราคา 5,799,000.

โปรโมชั่นพิเศษ ดอกเบี้ย 1.59% นาน 60 เดือน และแถมที่ชาร์จ Wallbox ขนาด 7.4 กิโลวัตต์ ฟรี 1 อัน นอกเหนือจากที่ชาร์จ Audi ที่มากับรถ


Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition 2022 ราคา – การชำระเงิน – ดาวน์กำหนดการชำระเงิน







นายกฤษณากร เศวตนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมเซสเตอร์ เทคนิค จำกัด หรือ ออดี้ ประเทศไทย เปิดเผยว่า จากนโยบายของ AUDI AG ซึ่งมีแผนจะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าอย่างน้อย 20 คันภายในปี 2568 และนโยบายของรัฐบาลไทยในการส่งเสริมการใช้ ของรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

รถยนต์ Plug-in Hybrid 2 เจนเนอเรชั่นแรกของ Audi ที่เปิดตัวในประเทศไทยวันนี้คือ Audi Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition และ Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition เอสยูวีระดับพรีเมียมที่ได้รับความนิยมอย่างสูงทั่วโลก

เอกลักษณ์ของเทคโนโลยี Plug-in Hybrid ของ Audi คือ ปลั๊กอินไฮบริดที่ดีที่สุดตลอดกาล หรือเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดล่าสุด อันเป็นผลมาจากการผสมผสานระหว่างสองเทคโนโลยีการขับขี่ที่ดีที่สุดคือเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้า ที่ Audi ทุ่มเททรัพยากรและงบประมาณอย่างต่อเนื่องเพื่อการพัฒนา นอกจากนี้ยังเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์หรูหราในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% ด้วยความสำเร็จของ Audi e-tron ที่มีการส่งมอบมากกว่า 160,000 คันทั่วโลก และเทคโนโลยีเครื่องยนต์สันดาปภายในที่เป็นเลิศ ซึ่งขณะนี้ได้พัฒนาไปสู่ระดับสูงสุดแล้ว

Related Articles

พิสูจน์แล้วจากตระกูล RS ทุกรุ่นมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่ง Audi ได้ถ่ายทอดความรู้ในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้กับรถรุ่นอื่นๆ โดยเฉพาะรถยนต์ Plug-in Hybrid รุ่นล่าสุด ที่ไม่เพียงแต่ประหยัดน้ำมันแต่ยังมีสมรรถนะสูง ทรงพลัง สามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่มั่นใจ สนุกสนาน เร้าใจให้แฟนๆ Audi ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

“ในขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนไปสู่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมร่วมกัน แต่เราต้องยอมรับว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยยังต้องใช้เวลา โดยเฉพาะจำนวนสถานีชาร์จที่ยังไม่ครอบคลุม ดังนั้นในฐานะหนึ่งในเทคโนโลยียานยนต์ชั้นนำของโลก เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า 100% เป็นไปอย่างราบรื่น Audi ได้พัฒนาเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด

จากประสบการณ์ ความรู้ และความสำเร็จของ Audi e-tron และการพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายใน สิ่งนี้ทำให้เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดล่าสุดจาก Audi เสร็จสมบูรณ์ในวันนี้ ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างลงตัว ซึ่งด้วยเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าก็เป็นรุ่นที่มีไลน์อัพที่สมบูรณ์ อีกทั้งยังเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ออดี้อีกด้วย”

เทคโนโลยีพลังงานปลั๊กอินไฮบริดรุ่นล่าสุดมอบประสิทธิภาพที่โดดเด่น ความตื่นเต้นของทั้งหมด Audi Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition และ Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition มาพร้อม Dynamic Badge “60 TFSI e” ที่ด้านหลัง ซึ่งเป็นตัวเลขแรงม้าสูงสุดที่ Audi เคยใช้มา

เครื่องยนต์สันดาปเป็นเครื่องยนต์ V6 เทอร์โบชาร์จ 2,995 ซีซี ให้กำลัง 340 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร ทำงานควบคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 136 แรงม้า และแรงบิด 400 นิวตันเมตร เมื่อรวมกันจะให้กำลังจากระบบขับเคลื่อนสูงสุด 462 แรงม้า 700 นิวตันเมตร

ซึ่งนับว่าเป็นรถยนต์ SUV แบบ Plug-in Hybrid ที่แรงที่สุดในประเทศไทยในปัจจุบัน อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 5.4 วินาที และความเร็วสูงสุด 240 กม./ชม.


แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแรงดันสูงมีความจุ 17.9 กิโลวัตต์ สามารถชาร์จได้สูงสุด 7.4 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ซึ่งช่วยให้ชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มได้ภายใน 2.5 ชั่วโมง แบตเตอรี่อยู่ในบริเวณท้ายรถ ซึ่ง Audi ได้ออกแบบแบตเตอรี่ให้มีขนาดเล็ก ทำให้พื้นที่เก็บสัมภาระยังคงมีความจุสัมภาระที่สูงมากถึง 505 ลิตรในรุ่น Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition และ 650 ลิตรใน Audi Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition

ซึ่งถือว่าเป็นความจุสัมภาระสูงสุดในรถยนต์ที่มีขนาดเท่ากันซึ่งทั้งสองรุ่นสามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าบริสุทธิ์ได้นานกว่า 40 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้งซึ่งเหมาะสำหรับใช้ในเมือง ซึ่งสอดคล้องกับการวิจัยของ Audi ที่พบว่าลูกค้าส่วนใหญ่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในเมืองไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อวัน

ความพิเศษอีกอย่างของปลั๊กอินไฮบริดของ Audi ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคคือแบตเตอรี่รุ่นล่าสุด หากเกิดความเสียหาย ช่างเทคนิคจะสามารถเปลี่ยนชิ้นส่วนและแบตเตอรี่แยกกันสำหรับแต่ละโมดูล ทำให้ค่าบำรุงรักษาเมื่อแบตเตอรี่หมดประกันลดลงอย่างมาก เพื่อความอุ่นใจในการใช้งาน (Customer Peace of Mind) เป็นเวลานาน หรือหากเปลี่ยนรถใหม่มูลค่าขายต่อราคาจะไม่ลดลงตามมูลค่า แบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงสูงในรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดของ Audi มีการรับประกันแบตเตอรี่ 8 ปีหรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)


Audi Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition และ Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริดที่เรียกว่าโหมด e-tron ซึ่งมีให้เลือก 4 โหมด:

  1. EV(ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า) ซึ่งเป็นโหมดที่รถจะขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% เท่านั้น เหมาะสำหรับใช้ในเมือง
  2. Auto Hybrid (ใช้ชาร์จแบตเตอรี่อย่างชาญฉลาด) มอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ทำงานร่วมกันเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดโดยอัตโนมัติ ทำงานร่วมกับระบบ Predictive Efficiency Assist (PEA) ที่ประเมินสถานการณ์ของถนนที่เดินทางควบคู่ไปกับระบบนำทางของรถยนต์ และจะแนะนำให้ลูกค้าถอนคันเร่ง โดยมีสัญลักษณ์ลูกศรสีเขียวให้ถอนเท้าด้วยการกระตุกที่แป้นคันเร่ง 1 ครั้ง เมื่อรถเข้าทางแยก ทางลาด ข้อต่อ และระบบนี้ทำงานควบคู่กับ Predictive Operation Strategy (POS) ระบบที่ประเมินการขับขี่ ว่าใช้ในเมืองที่มีรถติดหรือในเมืองที่รถเคลื่อนตัวได้ดีหรือวิ่งออกนอกเมืองเพื่อใช้กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างเหมาะสม
  3. Battery Hold (รักษาประจุแบตเตอรี่) เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางจากนอกเมืองไปยังเมือง รถจะใช้เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อน เพื่อรักษาระดับประจุแบตเตอรี่ให้อยู่ในระดับสูงเท่าเดิม เพื่อเก็บพลังงานแบตเตอรี่ไว้ใช้งานขณะเข้าเมืองให้วิ่งได้ไกลที่สุด
  4. การชาร์จแบตเตอรี่ (เพิ่มประจุแบตเตอรี่) รถยนต์จะใช้เครื่องยนต์และระบบกู้คืนพลังงาน (พักฟื้น) เพื่อพยายามชาร์จแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงสูงให้มากขึ้น

Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition ออกแบบมาให้ดูสปอร์ต

ภายนอก แต่งด้วยสไตล์ S line และอัพเกรดเป็น Black Edition โดยเปลี่ยนคิ้วโครเมียมรอบคันเป็นสีดำและครอบกระจกมองข้างสีดำดูดุดัน ล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้ว ใหม่ พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดง ทั้งหน้าและหลัง

ระบบไฟหน้ามีให้เลือก 2 แบบ ทั้งไฟหน้า LED และไฟหน้า LED เมทริกซ์อัจฉริยะที่ปรับแสงอัตโนมัติจาก LED บางรุ่นได้โดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันแสงรบกวนสายตาของผู้ขับขี่ พร้อมเอฟเฟกต์การแสดงแสงเมื่อปลดล็อค


ข้างใน

แบบอย่าง Audi Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition ภายในได้เพิ่มอุปกรณ์ตกแต่งเป็น S line Interior พวงมาลัยตัดแต่งพร้อมเบาะนั่งพร้อมสัญลักษณ์ S line

เป็นส่วนหนึ่งในโมเดล Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition ก็ได้มีการตกแต่งให้มีความเหนือกว่าอีกด้วย เบาะนั่งคู่หน้าเป็นแบบ Super Sport ลาย Diamond Cut ในสไตล์ RS Full Bucket Seat ระดับความลาดเอียงของเบาะนั่งได้รับการออกแบบมาให้เข้ากับความลาดเอียงของกระจก ช่วยปรับระดับสายตาให้อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้ขับขี่ หุ้มหนัง Valcona คุณภาพสูง นุ่ม สบาย.

พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น สไตล์สปอร์ต ด้านหลังตัด MMI Navigation plus ระบบสัมผัส MMI 10.1 นิ้ว และหน้าจอสัมผัสมัลติฟังก์ชั่นพร้อมระบบสัมผัสแบบสัมผัส 8.6 นิ้ว พร้อม Paddle shift จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ในห้องนักบินเสมือน 12.3 นิ้ว

ระบบเครื่องเสียง Bang & Olufsen ระดับพรีเมียมพร้อมระบบเสียง 3D 17 ตำแหน่ง 730 วัตต์ เครื่องปรับอากาศอัตโนมัติ 3 โซน และฟังก์ชันเครื่องปรับอากาศแบบติดตั้งกับที่เพิ่มเติม

– ระบบกันสะเทือนแบบถุงลมแบบปรับได้ในรุ่น Audi Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition

– ช่วงล่างระบบถุงลมนิรภัยแบบสปอร์ตในรุ่น Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition

ภายในห้องโดยสารและพื้นที่เก็บสัมภาระกว้างขวาง ถือเป็น SUV ที่ใหญ่ที่สุดในเซกเมนต์ รองรับการเดินทางกับครอบครัวขนาดใหญ่หรือเพื่อนร่วมเดินทางอย่างสะดวกสบาย

นอกจากนี้ Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition ยังมาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐาน เช่น กล้อง 360 องศารอบคัน ประตูไฟฟ้าอัตโนมัติ หลังคาพาโนรามาและชั้นวางสัมภาระบนหลังคา


Audi เป็นรถนำเข้าจากเยอรมันทุกรุ่น ลูกค้าที่ซื้อรถใหม่จะได้รับการดูแลโดย Audi Protection รับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือ ไมล์ 150,000 กม. แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน

รถยนต์ Plug-in Hybrid TFSI e ใหม่ทุกรุ่นมาพร้อมการรับประกันแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่ว่าจะถึงอย่างใดก่อน และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนทั่วประเทศตลอด 24 ชม. นาน 5 ปี

ลูกค้า Audi มั่นใจได้กับบริการหลังการขาย ซึ่งมีมาตรฐานคุณภาพเท่ากันทุกสาขา

ในช่วงสถานการณ์โควิดนี้ เปิดวันจันทร์-เสาร์ เวลา 8.00 – 18.00 น. วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 9.00 – 18.00 น.

หรือโทรนัดหมายได้ที่

  • Audi Center Thailand – 02-765-8888
  • ออดี้ นิว เพชรบุรี – 02-023-4888
  • ออดี้ พัทยา – 038-197-888
  • ออดี้ ภูเก็ต – 076-646-666
  • ออดี้ เซอร์วิส เชียงใหม่ – 052-081-188
  • ออดี้ เซอร์วิส ราชพฤกษ์ – 02-034-5888
  • ออดี้ อุดรธานี – 093-161-5588

Thông tin thêm

ใหม่ New Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition 2022-2023 ราคา-ตารางผ่อน-ดาวน์

#ใหม #Audi #TFSI #quattro #line #Black #Edition #ราคาตารางผอนดาวน
[rule_3_plain] #ใหม #Audi #TFSI #quattro #line #Black #Edition #ราคาตารางผอนดาวน

ใหม่ New Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition 2022-2023 ราคา-ตารางผ่อน-ดาวน์

Audi Q8 60 TFSI e Plug-in Hybrid พละกำลังสูงสุดใน Segment พรีเมี่ยมเอสยูวี มีจุดเด่นอะไรบ้าง? ไปดูกันครับ

– เครื่องยนต์เบนซิน Plug-in Hybrid V6 462 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตร
– ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro
– อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 5.4วินาที ความเร็วสูงสุด 240 กม./ชม.
– ระยะทางขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 40.7 กม.
– พื้นที่เก็บสัมภาระสูงสุด 1,625 ลิตร
– ไฟหน้าแบบ Matrix LED
– ไฟท้าย LED พร้อมระบบ light staging
– ล้อ 21นิ้ว พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดงหน้า-หลัง
– หลังคาพาโนรามิค เปิด-ปิดไฟฟ้า
– ชุดแต่ง S line และ Black Edition
– เบาะนั่งคู่หน้าแบบ S Sports หุ้มหนัง Valcona ตกแต่งลาย diamond cut
– เครื่องเสียงระดับพรีเมียม Bang & Olufsen พร้อมระบบเสียง 3 มิติ

Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition ราคา 5,799,000.
โปรโมชั่น ดอกเบี้ยพิเศษ 1.59% นาน 60 เดือน และแถมฟรีเครื่องชาร์จ Wallbox ขนาด 7.4 กิโลวัตต์ อีก 1 เครื่อง นอกเหนือจากเครื่องชาร์จของ Audi ที่มาพร้อมกับรถยนต์อยู่แล้ว

Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition 2022 ราคา-ตารางผ่อน-ดาวน์

(adsbygoogle = window.adsbygoogle || []).push({});

.tt_fram_reponsive {
overflow: hidden;
padding-top: 56.25%; /* 16:9 */
position: relative;
margin-bottom: 15px;
}

.tt_fram_reponsive iframe {
position: absolute;
top: 0;
left: 0;
border: 0;
width: 100%!important;
height: 100%!important;
}

(adsbygoogle = window.adsbygoogle || []).push({});

 
นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด หรือ อาวดี้ ประเทศไทย เปิดเผยว่า จากนโยบายของ AUDI AG ซึ่งมีแผนจะเปิดตัวยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าอีกไม่ต่ำกว่า 20 รุ่น ภายในปี 2025 และนโยบายของรัฐบาลไทยที่ส่งเสริมให้มีการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
โดยยนตรกรรมอาวดี้เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด 2 รุ่นแรกที่เปิดตัวในประเทศไทยแล้ววันนี้ คือ Audi Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition และ Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition พรีเมียม SUV ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงทั่วโลก
ความโดดเด่นของเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดของอาวดี้นับเป็น The Best Plug-in Hybrid Ever หรือเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดรุ่นล่าสุด เกิดจากการผสานสองสุดยอดเทคโนโลยีพลังขับเคลื่อนอย่างลงตัว คือ เทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้า ที่อาวดี้ทุ่มทรัพยากรและงบประมาณในการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง อีกทั้งเป็นผู้นำตลาดรถหรูในด้านรถไฟฟ้า 100% จากความสำเร็จของ Audi e-tron ที่ส่งมอบไปแล้วกว่า 160,000 คัน ทั่วโลก และความเยี่ยมยอดของเทคโนโลยีเครื่องยนต์สันดาปภายใน ที่ปัจจุบันได้พัฒนามาถึงขั้นสูงสุด
พิสูจน์ได้จากตระกูล RS โมเดลล้วนเป็นท๊อปเพอร์ฟอร์แมนซ์ ซึ่งอาวดี้ได้ส่งต่อความรู้ในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ไปยังรถรุ่นอื่นๆ โดยเฉพาะยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริด เจเนอเรชั่นล่าสุด ที่ไม่เพียงประหยัดน้ำมันแต่ยังมีสมรรถนะสูง ทรงพลัง สามารถส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ ที่มั่นใจ สนุก เร้าใจ ให้แฟนๆ อาวดี้ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ลงตัวที่สุด
“ขณะที่อุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพื่อร่วมกันลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยยังต้องใช้เวลา โดยเฉพาะจำนวนสถานีชาร์จที่ยังไม่ครอบคลุม ดังนั้นในฐานะหนึ่งในผู้นำเทคโนโลยียานยนต์ระดับโลก เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ไร้รอยต่อ อาวดี้จึงได้พัฒนาเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด
ซึ่งจากประสบการณ์ องค์ความรู้ และความสำเร็จจาก Audi e-tron และการพัฒนาของเครื่องยนต์สันดาปภายใน ทำให้เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดล่าสุดจากอาวดี้วันนี้มีความสมบูรณ์แบบที่สุด ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างเพอร์เฟคจริงๆ ซึ่งด้วยเทคโนโลยีขุมพลังจากเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้ายังเป็นการคอมพลีทโมเดลไลน์อัพ เสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์อาวดี้อีกด้วย”

เทคโนโลยีขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดเจเนอเรชั่นล่าสุดให้สมรรถนะยอดเยี่ยม เร้าใจของทั้ง Audi Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition และ Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition นั้น มาพร้อม Dynamic Badge ตราสัญลักษณ์ “60 TFSI e” ด้านท้ายรถ ซึ่งเป็นตัวเลขบ่งบอกแรงม้าที่สูงที่สุดเท่าที่ Audi เคยใช้มา
โดยในส่วนของเครื่องยนต์สันดาปเป็นเครื่องยนต์ V6 เทอร์โบ ขนาด 2,995 ซีซี ผลิตแรงม้าได้ที่ 340 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร ทำงานควบคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังได้ถึง 136 แรงม้า และแรงบิด 400 นิวตันเมตร เมื่อผสานการทำงานกันจะให้พละกำลังจากระบบขับเคลื่อนสูงสุดถึง 462 แรงม้า 700 นิวตันเมตร
ซึ่งนับเป็นรถยนต์ พรีเมียมเอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดที่มีพละกำลังสูงสุดในตลาดประเทศไทยในปัจจุบัน โดยสามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เพียง 5.4 วินาที และความเร็วสูงสุด 240 กม./ชม.

แบตเตอรี่ลิเธียม-อิออนแรงดันสูงมีความจุ 17.9 กิโลวัตต์ สามารถรองรับการชาร์จได้สูงสุดถึง 7.4 กิโลวัตต์/ชั่วโมง ทำให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่เต็มได้ภายใน 2.5 ชั่วโมง แบตเตอรี่ถูกบรรจุไว้ในบริเวณที่เก็บสัมภาระท้ายรถ ซึ่ง Audi ได้ออกแบบแบตเตอรี่ให้มีขนาดเล็ก ทำให้พื้นที่เก็บสัมภาระยังคงมีขนาดความจุสัมภาระสูงมากถึง 505 ลิตร ในรุ่น Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition และ 650 ลิตรใน Audi Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition

ซึ่งนับเป็นความจุพื้นที่เก็บสัมภาระที่สูงมากที่สุดในรถขนาดเดียวกัน ซึ่งทั้ง 2 รุ่น สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้มากกว่า 40 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ซึ่งเหมาะสมกับการใช้รถในเมือง ซึ่งสอดรับจากการวิจัยของ Audi ที่พบว่าลูกค้าส่วนมากจะใช้งานรถไฟฟ้าในเมืองไม่เกินวันละ 30 กิโลเมตร
ความพิเศษของ Audi ปลั๊กอินไฮบริดอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค คือ แบตเตอรี่เจเนอเรชั่นล่าสุดนี้ หากมีความเสียหายเกิดขึ้นช่างเทคนิคจะสามารถเปลี่ยนอะไหล่และแบตเตอรี่แยกย่อยเป็นแต่ละโมดุลได้ ทำให้ค่าบำรุงรักษาเมื่อแบตเตอรี่หมดระยะรับประกันจะต่ำลงเป็นอย่างมาก เพื่อความสบายใจในการใช้งาน (Customer Peace of Mind) ไปได้นานๆ หรือหากจะเปลี่ยนคันใหม่ Resell value ราคาก็จะไม่ลดมูลค่าลง แบตเตอรี่แรงดันสูงในรถปลั๊กอินไฮบริดของ Audi มีการรับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

Audi Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition และ Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition มาพร้อมระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งเรียกว่า e-tron mode ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 4 โหมด ได้แก่

EV(electric driving) ซึ่งเป็นโหมดที่รถจะขับเคลื่อนด้วยกำลังไฟฟ้าเท่านั้น 100% เหมาะสำหรับการใช้งานในเมือง
Auto Hybrid (intelligent use of battery charge)มอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์จะทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดโดยอัตโนมัติ จากการทำงานของระบบ Predictive Efficiency Assist (PEA) ที่จะประเมินสถานการณ์ของถนนที่เดินทางไปควบคู่ไปกับระบบนำทางของรถ และจะแนะนำให้ลูกค้าถอนคันเร่ง โดยมีสัญลักษณ์สีเขียวรูปลูกศรให้ถอนเท้าพร้อมแรงกระตุกที่แป้นคันเร่ง 1 ครั้ง เมื่อรถเดินทางเข้าสู่ ทางแยก ทางลาด ทางร่วมต่างๆ และระบบนี้ยังทำงานควบคู่กับระบบ Predictive Operating Strategy (POS) ที่จะประเมินการขับขี่ว่าเป็นการใช้ในเมืองที่มีรถติด หรือในเมืองที่รถเคลื่อนตัวได้ดี หรือการวิ่งนอกเมือง เพื่อจะใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างเหมาะสม
Battery Hold (maintain battery charge) เหมาะสำหรับการเดินทางจากนอกเมืองเพื่อเข้าในเมือง โดยรถยนต์จะใช้งานเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อน เพื่อรักษาระดับประจุไฟฟ้าของแบตเตอรี่ให้สูงคงเท่าเดิม เพื่อจะเก็บพลังงานจากแบตเตอรี่เอาไว้ใช้ในขณะเข้าเมืองให้วิ่งได้ไกลที่สุดเท่าที่จะไปได้
Battery Charge (increase battery charge)รถยนต์จะใช้งานเครื่องยนต์และระบบนำพลังงานกลับมาใช้ (Recuperation) เพื่อที่จะพยายามชาร์จแบตเตอรี่แรงดันสูงให้เพิ่มมากขึ้น

Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition ได้รับการออกแบบให้ลุคสปอร์ต
ภายนอก ตกแต่งด้วยชุดแต่ง S line และอัพเกรดการตกแต่งเป็นแบบ Black Edition โดยเปลี่ยนคิ้วโครเมียมรอบคันเป็นสีดำและฝาครอบกระจกมองข้างสีดำดูดุดัน ล้ออัลลอยลายใหม่ ขนาด 21 นิ้ว พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดงทั้งหน้า-หลัง
ระบบไฟหน้า 2 แบบ ให้เลือกทั้งแบบไฟหน้า LED และไฟหน้า matrix LED อัจฉริยะที่จะสามารถปรับแสงปิด LED บางดวงอัตโนมัติ เพื่อไม่ให้แสงกวนตาผู้ขับรถที่สวนมา พร้อมไฟเอฟเฟกต์ Light staging เมื่อปลดล็อค

ภายใน
รุ่น Audi Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition ภายในได้เพิ่มอุปกรณ์การตกแต่งเป็นแบบ S line Interior พวงมาลัยท้ายตัดพร้อมเบาะนั่งพร้อมตราสัญลักษณ์ S line
ส่วนในรุ่น Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition ได้รับการตกแต่งให้เหนือชั้นขึ้นไปอีกด้วย เบาะนั่งคู่หน้าเป็นแบบ Super Sport ลาย Diamond Cut ในแบบฉบับ RS Full Bucket Seat องศาความลาดของเบาะที่ออกแบบให้สอดคล้องกับความลาดเอียงของกระจก ช่วยจัดระดับของสายตาให้อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้ขับขี่ วัสดุหุ้มหนัง Valcona คุณภาพสูง นุ่มสบาย
พวงมาลัย Multi-function แบบสปอร์ตท้ายตัด ระบบ MMI Navigation plus พร้อม MMI touch ขนาด 10.1 นิ้ว และจอควบคุม multi-function แบบสัมผัส พร้อมตอบสนองการสั่งงาน (haptic feedback) ขนาด 8.6 นิ้ว พร้อม Paddle shift จอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ Virtual cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว
ระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมียม Bang & Olufsen พร้อมระบบเสียง 3 มิติ 17 ตำแหน่ง 730 วัตต์ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 3 โซน และเพิ่มฟังก์ชั่นเปิดแอร์ได้ขณะดับเครื่อง (Stationary Air-conditioning)
– ช่วงล่างระบบถุงลม (Adaptive air suspension) ในรุ่น Audi Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition

– ช่วงล่างระบบถุงลมแบบ Sport ในรุ่น Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition
ภายในพื้นที่ห้องโดยสารและพื้นที่เก็บสัมภาระนั้นกว้างขวาง ถือได้ว่าเป็น SUV ที่ขนาดใหญ่ที่สุดในเซกเมนต์ รองรับการเดินทางของครอบครัวใหญ่หรือเพื่อนร่วมทริปได้อย่างสบายๆ
นอกจากนี้ Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition ยังมาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐาน อาทิเช่น กล้องรอบคัน 360 องศา ประตูไฟฟ้าอัตโนมัติ หลังคาพาโนรามิค และแร็คบรรทุกสัมภาระบนหลังคา

Audi เป็นรถยนต์นำเข้าจากประเทศเยอรมันทุกรุ่น ลูกค้าที่ออกรถใหม่จะได้รับการดูแลจาก Audi Protection การรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน
รถ Plug-in Hybrid TFSI e ใหม่ ทุกรุ่นรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี
ลูกค้าอาวดี้สามารถมั่นใจกับงานบริการหลังการขาย ซึ่งมีมาตรฐานคุณภาพเดียวกันทุกสาขา
โดยในช่วงสถานการณ์โควิดนี้ เปิดบริการในวันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 08.00-18.00 น. วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-18.00 น.
หรือโทรนัดหมายได้ที่

Audi Centre Thailand – 02-765-8888
Audi New Petchburi – 02-023-4888
Audi Pattaya – 038-197-888
Audi Phuket – 076-646-666
Audi Service Chiang Mai – 052-081-188
Audi Service Ratchapruek – 02-034-5888
Audi Udonthani – 093-161-5588

#ใหม #Audi #TFSI #quattro #line #Black #Edition #ราคาตารางผอนดาวน
[rule_2_plain] #ใหม #Audi #TFSI #quattro #line #Black #Edition #ราคาตารางผอนดาวน
[rule_2_plain] #ใหม #Audi #TFSI #quattro #line #Black #Edition #ราคาตารางผอนดาวน
[rule_3_plain]

#ใหม #Audi #TFSI #quattro #line #Black #Edition #ราคาตารางผอนดาวน

ใหม่ New Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition 2022-2023 ราคา-ตารางผ่อน-ดาวน์

Audi Q8 60 TFSI e Plug-in Hybrid พละกำลังสูงสุดใน Segment พรีเมี่ยมเอสยูวี มีจุดเด่นอะไรบ้าง? ไปดูกันครับ

– เครื่องยนต์เบนซิน Plug-in Hybrid V6 462 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตร
– ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro
– อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 5.4วินาที ความเร็วสูงสุด 240 กม./ชม.
– ระยะทางขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 40.7 กม.
– พื้นที่เก็บสัมภาระสูงสุด 1,625 ลิตร
– ไฟหน้าแบบ Matrix LED
– ไฟท้าย LED พร้อมระบบ light staging
– ล้อ 21นิ้ว พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดงหน้า-หลัง
– หลังคาพาโนรามิค เปิด-ปิดไฟฟ้า
– ชุดแต่ง S line และ Black Edition
– เบาะนั่งคู่หน้าแบบ S Sports หุ้มหนัง Valcona ตกแต่งลาย diamond cut
– เครื่องเสียงระดับพรีเมียม Bang & Olufsen พร้อมระบบเสียง 3 มิติ

Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition ราคา 5,799,000.
โปรโมชั่น ดอกเบี้ยพิเศษ 1.59% นาน 60 เดือน และแถมฟรีเครื่องชาร์จ Wallbox ขนาด 7.4 กิโลวัตต์ อีก 1 เครื่อง นอกเหนือจากเครื่องชาร์จของ Audi ที่มาพร้อมกับรถยนต์อยู่แล้ว

Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition 2022 ราคา-ตารางผ่อน-ดาวน์

(adsbygoogle = window.adsbygoogle || []).push({});

.tt_fram_reponsive {
overflow: hidden;
padding-top: 56.25%; /* 16:9 */
position: relative;
margin-bottom: 15px;
}

.tt_fram_reponsive iframe {
position: absolute;
top: 0;
left: 0;
border: 0;
width: 100%!important;
height: 100%!important;
}

(adsbygoogle = window.adsbygoogle || []).push({});

 
นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด หรือ อาวดี้ ประเทศไทย เปิดเผยว่า จากนโยบายของ AUDI AG ซึ่งมีแผนจะเปิดตัวยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าอีกไม่ต่ำกว่า 20 รุ่น ภายในปี 2025 และนโยบายของรัฐบาลไทยที่ส่งเสริมให้มีการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
โดยยนตรกรรมอาวดี้เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด 2 รุ่นแรกที่เปิดตัวในประเทศไทยแล้ววันนี้ คือ Audi Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition และ Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition พรีเมียม SUV ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงทั่วโลก
ความโดดเด่นของเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดของอาวดี้นับเป็น The Best Plug-in Hybrid Ever หรือเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดรุ่นล่าสุด เกิดจากการผสานสองสุดยอดเทคโนโลยีพลังขับเคลื่อนอย่างลงตัว คือ เทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้า ที่อาวดี้ทุ่มทรัพยากรและงบประมาณในการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง อีกทั้งเป็นผู้นำตลาดรถหรูในด้านรถไฟฟ้า 100% จากความสำเร็จของ Audi e-tron ที่ส่งมอบไปแล้วกว่า 160,000 คัน ทั่วโลก และความเยี่ยมยอดของเทคโนโลยีเครื่องยนต์สันดาปภายใน ที่ปัจจุบันได้พัฒนามาถึงขั้นสูงสุด
พิสูจน์ได้จากตระกูล RS โมเดลล้วนเป็นท๊อปเพอร์ฟอร์แมนซ์ ซึ่งอาวดี้ได้ส่งต่อความรู้ในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ไปยังรถรุ่นอื่นๆ โดยเฉพาะยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริด เจเนอเรชั่นล่าสุด ที่ไม่เพียงประหยัดน้ำมันแต่ยังมีสมรรถนะสูง ทรงพลัง สามารถส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ ที่มั่นใจ สนุก เร้าใจ ให้แฟนๆ อาวดี้ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ลงตัวที่สุด
“ขณะที่อุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพื่อร่วมกันลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยยังต้องใช้เวลา โดยเฉพาะจำนวนสถานีชาร์จที่ยังไม่ครอบคลุม ดังนั้นในฐานะหนึ่งในผู้นำเทคโนโลยียานยนต์ระดับโลก เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ไร้รอยต่อ อาวดี้จึงได้พัฒนาเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด
ซึ่งจากประสบการณ์ องค์ความรู้ และความสำเร็จจาก Audi e-tron และการพัฒนาของเครื่องยนต์สันดาปภายใน ทำให้เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดล่าสุดจากอาวดี้วันนี้มีความสมบูรณ์แบบที่สุด ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างเพอร์เฟคจริงๆ ซึ่งด้วยเทคโนโลยีขุมพลังจากเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้ายังเป็นการคอมพลีทโมเดลไลน์อัพ เสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์อาวดี้อีกด้วย”

เทคโนโลยีขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดเจเนอเรชั่นล่าสุดให้สมรรถนะยอดเยี่ยม เร้าใจของทั้ง Audi Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition และ Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition นั้น มาพร้อม Dynamic Badge ตราสัญลักษณ์ “60 TFSI e” ด้านท้ายรถ ซึ่งเป็นตัวเลขบ่งบอกแรงม้าที่สูงที่สุดเท่าที่ Audi เคยใช้มา
โดยในส่วนของเครื่องยนต์สันดาปเป็นเครื่องยนต์ V6 เทอร์โบ ขนาด 2,995 ซีซี ผลิตแรงม้าได้ที่ 340 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร ทำงานควบคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังได้ถึง 136 แรงม้า และแรงบิด 400 นิวตันเมตร เมื่อผสานการทำงานกันจะให้พละกำลังจากระบบขับเคลื่อนสูงสุดถึง 462 แรงม้า 700 นิวตันเมตร
ซึ่งนับเป็นรถยนต์ พรีเมียมเอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดที่มีพละกำลังสูงสุดในตลาดประเทศไทยในปัจจุบัน โดยสามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เพียง 5.4 วินาที และความเร็วสูงสุด 240 กม./ชม.

แบตเตอรี่ลิเธียม-อิออนแรงดันสูงมีความจุ 17.9 กิโลวัตต์ สามารถรองรับการชาร์จได้สูงสุดถึง 7.4 กิโลวัตต์/ชั่วโมง ทำให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่เต็มได้ภายใน 2.5 ชั่วโมง แบตเตอรี่ถูกบรรจุไว้ในบริเวณที่เก็บสัมภาระท้ายรถ ซึ่ง Audi ได้ออกแบบแบตเตอรี่ให้มีขนาดเล็ก ทำให้พื้นที่เก็บสัมภาระยังคงมีขนาดความจุสัมภาระสูงมากถึง 505 ลิตร ในรุ่น Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition และ 650 ลิตรใน Audi Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition

ซึ่งนับเป็นความจุพื้นที่เก็บสัมภาระที่สูงมากที่สุดในรถขนาดเดียวกัน ซึ่งทั้ง 2 รุ่น สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้มากกว่า 40 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ซึ่งเหมาะสมกับการใช้รถในเมือง ซึ่งสอดรับจากการวิจัยของ Audi ที่พบว่าลูกค้าส่วนมากจะใช้งานรถไฟฟ้าในเมืองไม่เกินวันละ 30 กิโลเมตร
ความพิเศษของ Audi ปลั๊กอินไฮบริดอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค คือ แบตเตอรี่เจเนอเรชั่นล่าสุดนี้ หากมีความเสียหายเกิดขึ้นช่างเทคนิคจะสามารถเปลี่ยนอะไหล่และแบตเตอรี่แยกย่อยเป็นแต่ละโมดุลได้ ทำให้ค่าบำรุงรักษาเมื่อแบตเตอรี่หมดระยะรับประกันจะต่ำลงเป็นอย่างมาก เพื่อความสบายใจในการใช้งาน (Customer Peace of Mind) ไปได้นานๆ หรือหากจะเปลี่ยนคันใหม่ Resell value ราคาก็จะไม่ลดมูลค่าลง แบตเตอรี่แรงดันสูงในรถปลั๊กอินไฮบริดของ Audi มีการรับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

Audi Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition และ Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition มาพร้อมระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งเรียกว่า e-tron mode ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 4 โหมด ได้แก่

EV(electric driving) ซึ่งเป็นโหมดที่รถจะขับเคลื่อนด้วยกำลังไฟฟ้าเท่านั้น 100% เหมาะสำหรับการใช้งานในเมือง
Auto Hybrid (intelligent use of battery charge)มอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์จะทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดโดยอัตโนมัติ จากการทำงานของระบบ Predictive Efficiency Assist (PEA) ที่จะประเมินสถานการณ์ของถนนที่เดินทางไปควบคู่ไปกับระบบนำทางของรถ และจะแนะนำให้ลูกค้าถอนคันเร่ง โดยมีสัญลักษณ์สีเขียวรูปลูกศรให้ถอนเท้าพร้อมแรงกระตุกที่แป้นคันเร่ง 1 ครั้ง เมื่อรถเดินทางเข้าสู่ ทางแยก ทางลาด ทางร่วมต่างๆ และระบบนี้ยังทำงานควบคู่กับระบบ Predictive Operating Strategy (POS) ที่จะประเมินการขับขี่ว่าเป็นการใช้ในเมืองที่มีรถติด หรือในเมืองที่รถเคลื่อนตัวได้ดี หรือการวิ่งนอกเมือง เพื่อจะใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างเหมาะสม
Battery Hold (maintain battery charge) เหมาะสำหรับการเดินทางจากนอกเมืองเพื่อเข้าในเมือง โดยรถยนต์จะใช้งานเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อน เพื่อรักษาระดับประจุไฟฟ้าของแบตเตอรี่ให้สูงคงเท่าเดิม เพื่อจะเก็บพลังงานจากแบตเตอรี่เอาไว้ใช้ในขณะเข้าเมืองให้วิ่งได้ไกลที่สุดเท่าที่จะไปได้
Battery Charge (increase battery charge)รถยนต์จะใช้งานเครื่องยนต์และระบบนำพลังงานกลับมาใช้ (Recuperation) เพื่อที่จะพยายามชาร์จแบตเตอรี่แรงดันสูงให้เพิ่มมากขึ้น

Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition ได้รับการออกแบบให้ลุคสปอร์ต
ภายนอก ตกแต่งด้วยชุดแต่ง S line และอัพเกรดการตกแต่งเป็นแบบ Black Edition โดยเปลี่ยนคิ้วโครเมียมรอบคันเป็นสีดำและฝาครอบกระจกมองข้างสีดำดูดุดัน ล้ออัลลอยลายใหม่ ขนาด 21 นิ้ว พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดงทั้งหน้า-หลัง
ระบบไฟหน้า 2 แบบ ให้เลือกทั้งแบบไฟหน้า LED และไฟหน้า matrix LED อัจฉริยะที่จะสามารถปรับแสงปิด LED บางดวงอัตโนมัติ เพื่อไม่ให้แสงกวนตาผู้ขับรถที่สวนมา พร้อมไฟเอฟเฟกต์ Light staging เมื่อปลดล็อค

ภายใน
รุ่น Audi Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition ภายในได้เพิ่มอุปกรณ์การตกแต่งเป็นแบบ S line Interior พวงมาลัยท้ายตัดพร้อมเบาะนั่งพร้อมตราสัญลักษณ์ S line
ส่วนในรุ่น Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition ได้รับการตกแต่งให้เหนือชั้นขึ้นไปอีกด้วย เบาะนั่งคู่หน้าเป็นแบบ Super Sport ลาย Diamond Cut ในแบบฉบับ RS Full Bucket Seat องศาความลาดของเบาะที่ออกแบบให้สอดคล้องกับความลาดเอียงของกระจก ช่วยจัดระดับของสายตาให้อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้ขับขี่ วัสดุหุ้มหนัง Valcona คุณภาพสูง นุ่มสบาย
พวงมาลัย Multi-function แบบสปอร์ตท้ายตัด ระบบ MMI Navigation plus พร้อม MMI touch ขนาด 10.1 นิ้ว และจอควบคุม multi-function แบบสัมผัส พร้อมตอบสนองการสั่งงาน (haptic feedback) ขนาด 8.6 นิ้ว พร้อม Paddle shift จอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ Virtual cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว
ระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมียม Bang & Olufsen พร้อมระบบเสียง 3 มิติ 17 ตำแหน่ง 730 วัตต์ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 3 โซน และเพิ่มฟังก์ชั่นเปิดแอร์ได้ขณะดับเครื่อง (Stationary Air-conditioning)
– ช่วงล่างระบบถุงลม (Adaptive air suspension) ในรุ่น Audi Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition

– ช่วงล่างระบบถุงลมแบบ Sport ในรุ่น Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition
ภายในพื้นที่ห้องโดยสารและพื้นที่เก็บสัมภาระนั้นกว้างขวาง ถือได้ว่าเป็น SUV ที่ขนาดใหญ่ที่สุดในเซกเมนต์ รองรับการเดินทางของครอบครัวใหญ่หรือเพื่อนร่วมทริปได้อย่างสบายๆ
นอกจากนี้ Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition ยังมาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐาน อาทิเช่น กล้องรอบคัน 360 องศา ประตูไฟฟ้าอัตโนมัติ หลังคาพาโนรามิค และแร็คบรรทุกสัมภาระบนหลังคา

Audi เป็นรถยนต์นำเข้าจากประเทศเยอรมันทุกรุ่น ลูกค้าที่ออกรถใหม่จะได้รับการดูแลจาก Audi Protection การรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน
รถ Plug-in Hybrid TFSI e ใหม่ ทุกรุ่นรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี
ลูกค้าอาวดี้สามารถมั่นใจกับงานบริการหลังการขาย ซึ่งมีมาตรฐานคุณภาพเดียวกันทุกสาขา
โดยในช่วงสถานการณ์โควิดนี้ เปิดบริการในวันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 08.00-18.00 น. วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-18.00 น.
หรือโทรนัดหมายได้ที่

Audi Centre Thailand – 02-765-8888
Audi New Petchburi – 02-023-4888
Audi Pattaya – 038-197-888
Audi Phuket – 076-646-666
Audi Service Chiang Mai – 052-081-188
Audi Service Ratchapruek – 02-034-5888
Audi Udonthani – 093-161-5588

Trả lời

Email của bạn sẽ không được hiển thị công khai.

Back to top button