THAI LAND

“เมอร์เซเดส-เบนซ์ อีคิว เทค เดย์ 2018” พร้อมอวดโฉมรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบ “อีคิวเอ” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำอันดับหนึ่งด้านยานยนต์ไฟฟ้า จัดงาน “Mercedes-Benz EQ Tech Day 2018” (Mercedes-Benz EQ Tech Day 2018) เผยความก้าวหน้ายานยนต์ของ อนาคต. ทิศทางของรถยนต์ Plug-in Hybrid และรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ EQ (EQ) พร้อมอวดต้นแบบรถยนต์ไฟฟ้า “EQA” (EQA) ครั้งแรกในประเทศไทยที่โรงแรม Waldorf Astoria กรุงเทพฯ

โรแลนด์ โฟลเกอร์ ประธานเมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทจะนำรถต้นแบบ Mercedes-Benz EQA อวดโฉมในงาน Motor Expo 2018 ที่เทรนด์รถจริงไม่น่าจะขายได้ แต่จะพิจารณาเฉพาะตลาดที่พร้อม ซึ่งคาดว่าจะออกในบางประเทศเร็วๆ นี้ Mercedes-Benz EQC น่าจะมาไทยในปีหน้า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าคิดเป็น 5% และเป็น 1 ใน 5 ของรถยนต์ที่กำลังพัฒนาในอนาคต บริษัทฯ จะผลิตเพิ่ม ประเด็นที่น่ากังวลนอกเหนือจากการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าคือการสนับสนุนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทย เราต้องการทราบว่าการสนับสนุนจะคงอยู่นานแค่ไหน เพราะกระทบราคาขาย ถ้ารัฐบาลหยุดสนับสนุนก็ไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ ดังนั้นนโยบายของรัฐบาลจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นใจในการลงทุนของบริษัท และพัฒนาส่วนประกอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่วน “แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของบริการหลังการขายและลีสซิ่ง เมื่อเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะต้องเปลี่ยนระบบให้เข้ากับรถยนต์ไฟฟ้าที่ทำงานแตกต่างกับรถสันดาปภายใน

ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ วิศวกรของ Mercedes-Benz มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่ตอบสนองความยั่งยืนของอนาคต ด้วยแบตเตอรีลิเธียมไอออนเป็นมาตรฐาน ถือกำเนิดขึ้นในชื่อ S 400 HYBRID ซึ่งเป็นรถยนต์เครื่องยนต์เบนซิน และมีการประหยัดน้ำมันสูงสุดเพียง 7.9 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร และยังเรียกได้ว่าเป็นรถเก๋งพรีเมียมที่ลดน้อยลง

ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก ต่อมาในปี 2555 ระบบส่งกำลังไฮบริดรุ่นที่สองได้รับการพัฒนาโดยใช้เกียร์อัตโนมัติ 7G-TRONIC PLUS 7G-TRONIC PLUS 7 สปีด ซึ่ง E 300 BlueTEC HYBRID เป็นรถยนต์ที่มีระดับ เครื่องยนต์ดีเซลไฮบริดรุ่นแรกระดับพรีเมียม โดยผสมผสานประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ดีเซลกับระบบขับเคลื่อนไฮบริด ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นเป้าหมายใหม่ในการพัฒนายานยนต์ และประสบความสำเร็จในการทำให้อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในรถเก๋งระดับพรีเมียมที่ต่ำเพียง 4 ลิตรต่อ 100 กม. ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ มีบทบาทมากขึ้นในการขับเคลื่อนสู่อนาคต ด้วยการพัฒนารถยนต์ PLUG-IN HYBRID ที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุกรูปแบบการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นการขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเต็มที่เมื่อขับขี่ในเมือง หรือการขับขี่แบบไฮบริดที่รวมเอางานระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าไว้ด้วยกันเพื่อให้ทั้งประหยัดและตอบสนองฉับไว พร้อมส่งมอบสุนทรียภาพทุกครั้งที่ขับขี่

Roland กล่าวเสริมว่า “รถยนต์แบรนด์ EQ ของเราเป็นมากกว่ารถยนต์ไฟฟ้า เป็นระบบนิเวศการผลิตไฟฟ้าที่ครอบคลุมบริการ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ภายในปี 2565 บริษัทจะรวมระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเข้ากับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างทั่วถึง เพื่อให้ลูกค้ามีตัวเลือกรถยนต์ไฟฟ้าอย่างน้อยหนึ่งคันในทุกสายผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่แบรนด์อัจฉริยะไปจนถึงรถเอสยูวีขนาดใหญ่ บริษัทยังวางแผนที่จะนำเสนอโมเดลย่อยมากกว่า 50 รุ่นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า”

“ซึ่งวันนี้เป็นอีกก้าวที่สำคัญสู่ยุคใหม่ ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบ Mercedes-Benz Concept EQA ที่จะมาอวดโฉมในประเทศไทย โดยรุ่นนี้จะแสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ EQ ที่จะใช้ในรถยนต์ขนาดกะทัดรัด โดดเด่นด้วยการผสมผสานความคล่องตัวที่น่าประทับใจกับ ระยะทางขับรถไกลซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวันที่ใช้สถาปัตยกรรมที่พัฒนาขึ้นสำหรับรถยนต์ที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่”



การออกแบบรถยนต์ไฟฟ้า Mercedes-Benz Concept EQA เป็นผลจากการตีความปรัชญาการออกแบบ Sensual Purity ใหม่ของเรา ลดขนาดสันเขาและเส้นเพื่อเผยให้เห็นสัดส่วนที่น่าทึ่งตลอดจนพื้นผิวที่ไร้รอยต่อและไร้รอยต่อ เมื่อรวมกับกราฟิกอีโรติกที่เกิดขึ้น

จากการใช้แผงด้านหลังไฮเทคสีดำ บ่งบอกถึงสุดยอดดีไซน์ที่โดดเด่น ทำให้รถคันนี้มีเสน่ห์อย่างแท้จริง ซึ่งรถคันนี้ได้เพิ่มความสวยงามให้กับภายนอก ด้วยเทคโนโลยีแสงที่โดดเด่นด้วยไฟเบอร์เลเซอร์ สื่อที่กระตุ้นด้วยเลเซอร์จะฝังอยู่ในแกนของสายเคเบิลใยแก้วนำแสงรูปเกลียวขนาดเล็ก ความงามที่สะดุดตาเน้นแนวคิดของรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งสองมีการออกแบบที่ชวนให้นึกถึงขดลวดทองแดงในมอเตอร์ไฟฟ้า และภาพเคลื่อนไหวที่เห็นภาพการเคลื่อนไหวของกระแสไฟฟ้าและด้วยโหมดการทำงานอัจฉริยะของ Mercedes-Benz รถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบ Concept EQA สามารถเดินทางได้ประมาณ 400 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับความจุของแบตเตอรี่ที่ติดตั้ง แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนประสิทธิภาพสูงนี้เป็นเซลล์กระเป๋า (Pouch Cell) ที่ผลิตโดย บริษัท ย่อยของ Daimler, Deutsche Accumotive Company อันเป็นผลมาจากการออกแบบโมดูลาร์ ทำให้ระบบแบตเตอรี่ประเภทนี้มีความจุรวมเฉพาะรุ่นมากกว่า 60 kWh

สำหรับในประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ การตลาดรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ภายใต้ชื่อ ‘EQ Power’ หลังจากที่เราเปิดตัวรถยนต์ Plug-in Hybrid รุ่นแรกเมื่อต้นปี 2559 บริษัทฯ ได้เปิดตัวรถยนต์รุ่นอื่นๆ ตามมาอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับลูกค้า

นอกจากการแนะนำรถยนต์ใหม่แล้ว เรายังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างระบบนิเวศไฟฟ้าที่ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้าของเรา ทั้งในด้านการผลิตและการบริการเพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นผู้บริโภคด้วยการสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ระดับโลกของ Mercedes-Benz Cars ซึ่งจะผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศ และเพื่อส่งออก Daimler ได้ลงทุนมากกว่า 1.18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (มากกว่า 1 พันล้านยูโร) ในเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ นอกจากนี้ยังมีโรงงานในเยอรมนี สหรัฐอเมริกา และจีนอีกด้วย เครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่นี้จะตอบสนองความต้องการของตลาดด้วยความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพเช่นเดียวกับการผลิตรถยนต์ กลยุทธ์นี้จะช่วยให้เทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ทันสมัยจากศูนย์การผลิตในแต่ละภูมิภาค รวมถึงยุโรป จีน และสหรัฐอเมริกา พร้อมรองรับความต่อเนื่องทางธุรกิจ รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเมอร์เซเดส-เบนซ์ให้แข็งแกร่งขึ้นตามแผนรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท โรงงานแบตเตอรี่ในไทยมีแผนจะเริ่มผลิตภายในปีนี้ 2019

แผนการตลาดที่สำคัญอีกแผนหนึ่งที่เรากำลังดำเนินการอยู่ คือการสร้างเครือข่ายเพื่อขยายจุดติดตั้ง สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้ครอบคลุมพื้นที่มากที่สุดเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าตามไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเริ่มเปลี่ยนแปลง ลูกค้ากำลังมองหาความสะดวกมากขึ้นใน รถชาร์จ นอกจากการชาร์จไฟรถที่บ้านตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ในห้าง Mercedes-Benz หรือตามโรงแรม ฯลฯ เราวางแผนที่จะสร้างสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 200 แห่ง ครอบคลุมตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 32 แห่งทั่วประเทศ โรงแรมชั้นนำในเครือ Marriott International, Minor Hotels และ Hilton, และศูนย์การค้าชั้นนำ เช่น สยามเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ พาราไดซ์ พาร์ค นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเดินหน้าวางแผนเพิ่มสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตเพื่อรองรับความต้องการรถยนต์ยี่ห้อ EQ Power ที่เพิ่มขึ้น

ตรวจสอบราคารถและโปรโมชั่นใหม่ได้ที่นี่ ที่นี่
ต้องการซื้อรถมือสอง ตรวจสอบราคารถมือสอง เชิญที่นี่
หากต้องการแบ่งปันความคิดเห็นของคุณในฟอรัม Autospinn คลิกที่นี่


ข้อมูลมากกว่านี้

“เมอร์เซเดส-เบนซ์ อีคิว เทค เดย์ 2018” พร้อมอวดโฉมรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบ “อีคิวเอ” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย
#เมอรเซเดสเบนซ #อคว #เทค #เดย #พรอมอวดโฉมรถยนตไฟฟาตนแบบ #อควเอ #เปนครงแรกในประเทศไทย
[rule_3_plain] #เมอรเซเดสเบนซ #อคว #เทค #เดย #พรอมอวดโฉมรถยนตไฟฟาตนแบบ #อควเอ #เปนครงแรกในประเทศไทย

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำอันดับหนึ่ง ด้านยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า จัดงาน “เมอร์เซเดส-เบนซ์ อีคิว เทค เดย์ 2018” (Mercedes-Benz EQ Tech Day 2018) เผยความก้าวล้ำของยนตรกรรมแห่งอนาคต ทิศทางของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์อีคิว (EQ) พร้อมอวดโฉมรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบ “อีคิวเอ” (EQA) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ณ โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ

โรลันด์ โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทจะนำรถต้นแบบ Mercedes-Benz EQA ไปโชว์ในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2018 ซึ่งแนวโน้มรถจริงยังไม่น่าจะนำมาขาย แต่จะพิจารณาเฉพาะตลาดที่มีความพร้อม ซึ่งคาดว่าจะออกสู่ตลาดบางประเทศในไม่ช้านี้ ส่วน Mercedes-Benz EQC น่าจะเข้ามาไทยในปีหน้า “ขณะนี้ Mercedes-Benz ขายรถยนต์ไฟฟ้าเป็นสัดส่วน 5% และเป็น 1 ใน 5 ที่พัฒนารถ โดยในอนาคตบริษัทจะผลิตให้มากขึ้น ซึ่งประเด็นที่เป็นห่วงนอกเหนือจากการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า คือการสนับสนุนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทย เราต้องการทราบว่าจะสนับสนุนนานเท่าไร เนื่องจากส่งผลต่อราคาขาย หากรัฐหยุดสนับสนุนก็จะไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ ดังนั้น นโยบายของรัฐบาลจึงมีส่วนสำคัญที่จะทำให้บริษัทมั่นใจในการลงทุน และพัฒนาองค์ประกอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง” ส่วนแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงการบริการหลังการขายและลีสซิง เมื่อเปลี่ยนมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ก็จะมีการเปลี่ยนระบบเพื่อให้สอดรับกับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีการทำงานแตกต่างกับรถสันดาปภายใน

ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ วิศวกรของเมอร์เซเดส-เบนซ์มุ่งมั่นในการคิดค้นนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนแห่งอนาคต โดยในปี พ.ศ.2552 รถยนต์คันแรกของโลกที่มีการขับเคลื่อนแบบไฮบริด พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ได้ถือกำเนิดขึ้น ในชื่อว่า S 400 HYBRID ซึ่งเป็นยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน และมีประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุดเพียง 7.9 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นรถยนต์ซาลูนระดับพรีเมี่ยมที่ลด

ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ยอดเยี่ยมที่สุดของโลกอีกด้วย ต่อมาในปีพ.ศ.2555 ระบบส่งกำลังไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 2 ได้รับพัฒนาขึ้นด้วยการใช้พื้นฐานของระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 7 จังหวะ 7G-TRONIC PLUS ซึ่ง E 300 BlueTEC HYBRID นับเป็น ยนตรกรรมระดับพรีเมี่ยมที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลไฮบริดรุ่นแรก ด้วยการผสานประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ดีเซลเข้ากับการขับเคลื่อนแบบไฮบริด ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นผู้กำหนดเป้าหมายใหม่สำหรับการพัฒนายานยนต์ และบรรลุถึงความก้าวหน้าในการทำให้การสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงในรถยนต์นั่งแบบซาลูนระดับพรีเมี่ยม ต่ำเพียง 4 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้มีบทบาทต่อการขับเคลื่อนสู่อนาคตมากยิ่งขึ้น ด้วยการพัฒนายนตรกรรมแบบ PLUG-IN HYBRID ที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุกรูปแบบการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็น การขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบเมื่อขับขี่ภายในเมือง หรือการขับขี่แบบไฮบริด ที่ผสมผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ทั้งความประหยัดและการตอบสนองที่รวดเร็ว พร้อมมอบสุนทรียะทุกครั้งที่ขับขี่

โรลันด์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “รถยนต์ภายใต้แบรนด์ EQ ของเราเป็นมากกว่าแค่รถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นระบบนิเวศไฟฟ้าที่ครอบคลุมทั้งด้านการบริการ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยภายใน ปีพ.ศ. 2565 บริษัทฯ จะผสานระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเข้ากับรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างทั่วถึง เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกที่เป็นรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า อย่างน้อย 1 รุ่นในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่รถยนต์จากแบรนด์สมาร์ทไปจนถึงรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ รวมถึง บริษัทฯ กำลังวางแผนจะนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 50 รุ่นย่อยอีกด้วย”

“ซึ่งในวันนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญสู่ยุคใหม่ กับการนำรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบ เมอร์เซเดส-เบนซ์ คอนเซ็ปต์ อีคิวเอ มาอวดโฉมที่เมืองไทย โดยรถยนต์รุ่นนี้จะแสดงให้เห็นถึง กลยุทธ์อีคิวที่จะถูกนำมาใช้ในรถยนต์กลุ่มคอมแพค ที่โดดเด่นด้วยการผสานความคล่องตัวอันน่าประทับใจเข้ากับระยะทางในการขับขี่ที่ยาวไกล ซึ่งเหมาะเป็นอย่างยิ่งกับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ที่ใช้สถาปัตยกรรมซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่”

การดีไซน์รถยนต์ไฟฟ้า Mercedes-Benz Concept EQA รุ่นนี้เป็นผลจากการนำปรัชญาการออกแบบ Sensual Purity ของเรามาตีความใหม่ โดยลดองค์ประกอบที่เป็นสัน และเส้นออกไป เพื่อเผยสัดส่วนที่น่าตื่นตารวมถึงพื้นผิวที่ราบลื่นไร้รอยต่อ เมื่อผสานกับกราฟิกเร้าอารมณ์ที่เกิด

จากการใช้แผงด้านหลังแบบไฮเทคสีดำ บ่งบอกถึงความเป็นที่สุดของการออกแบบที่โดดเด่น ทำให้รถยนต์คันนี้ดูมีเสน่ห์อย่างแท้จริง ซึ่งรถยนต์คันนี้ได้เพิ่มความสวยงามภายนอก ด้วยเทคโนโลยีไฟส่องสว่างที่โดดเด่นด้วยเลเซอร์ ไฟเบอร์ โดยที่ตัวกลางซึ่งถูกกระตุ้นด้วยแสงเลเซอร์ได้ถูกฝังไว้ในแกนกลางของเคเบิ้ลใยแก้วไฟรูปทรงขดเกลียวเล็กๆ สวยสะดุดตาช่วยเน้นย้ำแนวคิดของรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งด้วยการออกแบบที่ชวนให้นึกถึงขดลวดทองแดงในมอเตอร์ไฟฟ้า และภาพการเคลื่อนไหวที่ให้มโนภาพถึงการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า และด้วยโหมดการทำงานแบบอัจฉริยะของเมอร์เซเดส-เบนซ์ รถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบ คอนเซ็ปท์ อีคิวเอ สามารถวิ่งได้เป็นระยะทางประมาณ 400 กิโลเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความจุของแบตเตอรี่ที่ติดตั้งเอาไว้ด้วย ซึ่งแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนประสิทธิภาพสูงนี้ เป็นแบบเซลล์กระเป๋า (Pouch Cell) ที่ผลิตขึ้นโดยบริษัทย่อยของเดมเลอร์ คือ บริษัท ดอยท์ช แอคคิวโมทิฟ ซึ่งผลจากการออกแบบในแบบโมดูลาร์ ทำให้ระบบแบตเตอรี่ชนิดนี้มีความจุรวมเฉพาะรุ่นมากกว่า 60 kWh

สำหรับในประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทำการตลาดรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ภายใต้ชื่อว่า ‘EQ Power’ ซึ่งหลังจากที่เราแนะนำรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นแรกไปเมื่อต้นปี พ.ศ. 2559 ทางบริษัทฯ ได้มีการแนะนำรถยนต์รุ่นอื่นๆ ตามมาอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้แก่ลูกค้า

นอกจากการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่แล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศไฟฟ้าที่ครอบคลุมทุกความต้องการของกลุ่มลูกค้า ทั้งในด้านการผลิต และการบริการเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค ด้วยการสร้างโรงงานแบตเตอรี่ในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ทั่วโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์ส โดยจะผลิตเพื่อรองรับความต้องการในประเทศ และเพื่อส่งออก เดมเลอร์ใช้เงินลงทุนรวมกว่า 1,180 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (กว่า 1 พันล้านยูโร) ในเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ดังกล่าว ซึ่งยังมีโรงงานทั้งในเยอรมนี สหรัฐอเมริกา และจีนอีกด้วย เครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่นี้จะตอบสนองความต้องการในตลาดอย่างยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับการผลิตรถยนต์ ซึ่งกลยุทธ์นี้จะทำให้มีเทคโนโลยีแบตเตอรี่อันทันสมัยจากศูนย์กลางการผลิตในแต่ละพื้นที่ ทั้งยุโรป จีน และสหรัฐอเมริกาไว้พร้อมรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นตามแผนงานรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท ทั้งนี้ โรงงานผลิตแบตเตอรี่ในประเทศไทยมีแผนจะเริ่มเดินสายการผลิตภายในปีพ.ศ. 2562

อีกหนึ่งแผนการตลาดสำคัญที่เรากำลังดำเนินการอยู่ คือการสร้างเครือข่ายขยายจุดติดตั้ง สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้ครอบคลุมพื้นที่มากที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าตามไลฟ์สไตล์ และพฤติกรรมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนไป โดยลูกค้ามองหาความสะดวกสบายในการชาร์จรถยนต์มากขึ้น นอกจากการชาร์จรถยนต์ที่บ้าน ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ห้างสรรพสินค้า หรือตามโรงแรม เป็นต้น โดยเราวางแผนที่จะสร้างสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ารวมทั้งสิ้นกว่า 200 จุด ครอบคลุมทั้งผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั้ง 32 แห่ง ทั่วประเทศ โรงแรมชั้นนำในเครือ Marriott International, Minor Hotels และ Hilton และศูนย์การค้าชั้นนำ อาทิ สยามเซ็นเตอร์, เซ็นทรัลเวิลด์, พาราไดซ์ พาร์ค นอกจากนี้ ทางบริษัทฯ ยังได้เดินหน้าวางแผนเพิ่มสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอีกหลายแห่งในอนาคตเพื่อรองรับ ความต้องการที่มากขึ้นของรถยนต์แบรนด์ EQ Power

 

เช็คราคารถใหม่ และโปรโมชั่น ได้ที่นี่ ที่นี่
ต้องการซื้อรถมือสอง ตรวจสอบราคารถยนต์มือสอง เชิญที่นี่
มาร่วมแชร์ความเห็นของคุณบนเวบบอร์ด Autospinn คลิกที่นี่

#เมอรเซเดสเบนซ #อคว #เทค #เดย #พรอมอวดโฉมรถยนตไฟฟาตนแบบ #อควเอ #เปนครงแรกในประเทศไทย
[rule_2_plain] #เมอรเซเดสเบนซ #อคว #เทค #เดย #พรอมอวดโฉมรถยนตไฟฟาตนแบบ #อควเอ #เปนครงแรกในประเทศไทย
[rule_2_plain] #เมอรเซเดสเบนซ #อคว #เทค #เดย #พรอมอวดโฉมรถยนตไฟฟาตนแบบ #อควเอ #เปนครงแรกในประเทศไทย
[rule_3_plain]

#เมอรเซเดสเบนซ #อคว #เทค #เดย #พรอมอวดโฉมรถยนตไฟฟาตนแบบ #อควเอ #เปนครงแรกในประเทศไทย

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำอันดับหนึ่ง ด้านยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า จัดงาน “เมอร์เซเดส-เบนซ์ อีคิว เทค เดย์ 2018” (Mercedes-Benz EQ Tech Day 2018) เผยความก้าวล้ำของยนตรกรรมแห่งอนาคต ทิศทางของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์อีคิว (EQ) พร้อมอวดโฉมรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบ “อีคิวเอ” (EQA) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ณ โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ

โรลันด์ โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทจะนำรถต้นแบบ Mercedes-Benz EQA ไปโชว์ในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2018 ซึ่งแนวโน้มรถจริงยังไม่น่าจะนำมาขาย แต่จะพิจารณาเฉพาะตลาดที่มีความพร้อม ซึ่งคาดว่าจะออกสู่ตลาดบางประเทศในไม่ช้านี้ ส่วน Mercedes-Benz EQC น่าจะเข้ามาไทยในปีหน้า “ขณะนี้ Mercedes-Benz ขายรถยนต์ไฟฟ้าเป็นสัดส่วน 5% และเป็น 1 ใน 5 ที่พัฒนารถ โดยในอนาคตบริษัทจะผลิตให้มากขึ้น ซึ่งประเด็นที่เป็นห่วงนอกเหนือจากการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า คือการสนับสนุนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทย เราต้องการทราบว่าจะสนับสนุนนานเท่าไร เนื่องจากส่งผลต่อราคาขาย หากรัฐหยุดสนับสนุนก็จะไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ ดังนั้น นโยบายของรัฐบาลจึงมีส่วนสำคัญที่จะทำให้บริษัทมั่นใจในการลงทุน และพัฒนาองค์ประกอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง” ส่วนแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงการบริการหลังการขายและลีสซิง เมื่อเปลี่ยนมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ก็จะมีการเปลี่ยนระบบเพื่อให้สอดรับกับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีการทำงานแตกต่างกับรถสันดาปภายใน

ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ วิศวกรของเมอร์เซเดส-เบนซ์มุ่งมั่นในการคิดค้นนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนแห่งอนาคต โดยในปี พ.ศ.2552 รถยนต์คันแรกของโลกที่มีการขับเคลื่อนแบบไฮบริด พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ได้ถือกำเนิดขึ้น ในชื่อว่า S 400 HYBRID ซึ่งเป็นยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน และมีประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุดเพียง 7.9 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นรถยนต์ซาลูนระดับพรีเมี่ยมที่ลด

ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ยอดเยี่ยมที่สุดของโลกอีกด้วย ต่อมาในปีพ.ศ.2555 ระบบส่งกำลังไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 2 ได้รับพัฒนาขึ้นด้วยการใช้พื้นฐานของระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 7 จังหวะ 7G-TRONIC PLUS ซึ่ง E 300 BlueTEC HYBRID นับเป็น ยนตรกรรมระดับพรีเมี่ยมที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลไฮบริดรุ่นแรก ด้วยการผสานประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ดีเซลเข้ากับการขับเคลื่อนแบบไฮบริด ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นผู้กำหนดเป้าหมายใหม่สำหรับการพัฒนายานยนต์ และบรรลุถึงความก้าวหน้าในการทำให้การสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงในรถยนต์นั่งแบบซาลูนระดับพรีเมี่ยม ต่ำเพียง 4 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้มีบทบาทต่อการขับเคลื่อนสู่อนาคตมากยิ่งขึ้น ด้วยการพัฒนายนตรกรรมแบบ PLUG-IN HYBRID ที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุกรูปแบบการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็น การขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบเมื่อขับขี่ภายในเมือง หรือการขับขี่แบบไฮบริด ที่ผสมผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ทั้งความประหยัดและการตอบสนองที่รวดเร็ว พร้อมมอบสุนทรียะทุกครั้งที่ขับขี่

โรลันด์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “รถยนต์ภายใต้แบรนด์ EQ ของเราเป็นมากกว่าแค่รถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นระบบนิเวศไฟฟ้าที่ครอบคลุมทั้งด้านการบริการ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยภายใน ปีพ.ศ. 2565 บริษัทฯ จะผสานระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเข้ากับรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างทั่วถึง เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกที่เป็นรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า อย่างน้อย 1 รุ่นในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่รถยนต์จากแบรนด์สมาร์ทไปจนถึงรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ รวมถึง บริษัทฯ กำลังวางแผนจะนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 50 รุ่นย่อยอีกด้วย”

“ซึ่งในวันนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญสู่ยุคใหม่ กับการนำรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบ เมอร์เซเดส-เบนซ์ คอนเซ็ปต์ อีคิวเอ มาอวดโฉมที่เมืองไทย โดยรถยนต์รุ่นนี้จะแสดงให้เห็นถึง กลยุทธ์อีคิวที่จะถูกนำมาใช้ในรถยนต์กลุ่มคอมแพค ที่โดดเด่นด้วยการผสานความคล่องตัวอันน่าประทับใจเข้ากับระยะทางในการขับขี่ที่ยาวไกล ซึ่งเหมาะเป็นอย่างยิ่งกับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ที่ใช้สถาปัตยกรรมซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่”

การดีไซน์รถยนต์ไฟฟ้า Mercedes-Benz Concept EQA รุ่นนี้เป็นผลจากการนำปรัชญาการออกแบบ Sensual Purity ของเรามาตีความใหม่ โดยลดองค์ประกอบที่เป็นสัน และเส้นออกไป เพื่อเผยสัดส่วนที่น่าตื่นตารวมถึงพื้นผิวที่ราบลื่นไร้รอยต่อ เมื่อผสานกับกราฟิกเร้าอารมณ์ที่เกิด

จากการใช้แผงด้านหลังแบบไฮเทคสีดำ บ่งบอกถึงความเป็นที่สุดของการออกแบบที่โดดเด่น ทำให้รถยนต์คันนี้ดูมีเสน่ห์อย่างแท้จริง ซึ่งรถยนต์คันนี้ได้เพิ่มความสวยงามภายนอก ด้วยเทคโนโลยีไฟส่องสว่างที่โดดเด่นด้วยเลเซอร์ ไฟเบอร์ โดยที่ตัวกลางซึ่งถูกกระตุ้นด้วยแสงเลเซอร์ได้ถูกฝังไว้ในแกนกลางของเคเบิ้ลใยแก้วไฟรูปทรงขดเกลียวเล็กๆ สวยสะดุดตาช่วยเน้นย้ำแนวคิดของรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งด้วยการออกแบบที่ชวนให้นึกถึงขดลวดทองแดงในมอเตอร์ไฟฟ้า และภาพการเคลื่อนไหวที่ให้มโนภาพถึงการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า และด้วยโหมดการทำงานแบบอัจฉริยะของเมอร์เซเดส-เบนซ์ รถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบ คอนเซ็ปท์ อีคิวเอ สามารถวิ่งได้เป็นระยะทางประมาณ 400 กิโลเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความจุของแบตเตอรี่ที่ติดตั้งเอาไว้ด้วย ซึ่งแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนประสิทธิภาพสูงนี้ เป็นแบบเซลล์กระเป๋า (Pouch Cell) ที่ผลิตขึ้นโดยบริษัทย่อยของเดมเลอร์ คือ บริษัท ดอยท์ช แอคคิวโมทิฟ ซึ่งผลจากการออกแบบในแบบโมดูลาร์ ทำให้ระบบแบตเตอรี่ชนิดนี้มีความจุรวมเฉพาะรุ่นมากกว่า 60 kWh

สำหรับในประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทำการตลาดรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ภายใต้ชื่อว่า ‘EQ Power’ ซึ่งหลังจากที่เราแนะนำรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นแรกไปเมื่อต้นปี พ.ศ. 2559 ทางบริษัทฯ ได้มีการแนะนำรถยนต์รุ่นอื่นๆ ตามมาอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้แก่ลูกค้า

นอกจากการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่แล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศไฟฟ้าที่ครอบคลุมทุกความต้องการของกลุ่มลูกค้า ทั้งในด้านการผลิต และการบริการเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค ด้วยการสร้างโรงงานแบตเตอรี่ในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ทั่วโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์ส โดยจะผลิตเพื่อรองรับความต้องการในประเทศ และเพื่อส่งออก เดมเลอร์ใช้เงินลงทุนรวมกว่า 1,180 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (กว่า 1 พันล้านยูโร) ในเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ดังกล่าว ซึ่งยังมีโรงงานทั้งในเยอรมนี สหรัฐอเมริกา และจีนอีกด้วย เครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่นี้จะตอบสนองความต้องการในตลาดอย่างยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับการผลิตรถยนต์ ซึ่งกลยุทธ์นี้จะทำให้มีเทคโนโลยีแบตเตอรี่อันทันสมัยจากศูนย์กลางการผลิตในแต่ละพื้นที่ ทั้งยุโรป จีน และสหรัฐอเมริกาไว้พร้อมรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นตามแผนงานรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท ทั้งนี้ โรงงานผลิตแบตเตอรี่ในประเทศไทยมีแผนจะเริ่มเดินสายการผลิตภายในปีพ.ศ. 2562

อีกหนึ่งแผนการตลาดสำคัญที่เรากำลังดำเนินการอยู่ คือการสร้างเครือข่ายขยายจุดติดตั้ง สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้ครอบคลุมพื้นที่มากที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าตามไลฟ์สไตล์ และพฤติกรรมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนไป โดยลูกค้ามองหาความสะดวกสบายในการชาร์จรถยนต์มากขึ้น นอกจากการชาร์จรถยนต์ที่บ้าน ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ห้างสรรพสินค้า หรือตามโรงแรม เป็นต้น โดยเราวางแผนที่จะสร้างสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ารวมทั้งสิ้นกว่า 200 จุด ครอบคลุมทั้งผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั้ง 32 แห่ง ทั่วประเทศ โรงแรมชั้นนำในเครือ Marriott International, Minor Hotels และ Hilton และศูนย์การค้าชั้นนำ อาทิ สยามเซ็นเตอร์, เซ็นทรัลเวิลด์, พาราไดซ์ พาร์ค นอกจากนี้ ทางบริษัทฯ ยังได้เดินหน้าวางแผนเพิ่มสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอีกหลายแห่งในอนาคตเพื่อรองรับ ความต้องการที่มากขึ้นของรถยนต์แบรนด์ EQ Power

 

เช็คราคารถใหม่ และโปรโมชั่น ได้ที่นี่ ที่นี่
ต้องการซื้อรถมือสอง ตรวจสอบราคารถยนต์มือสอง เชิญที่นี่
มาร่วมแชร์ความเห็นของคุณบนเวบบอร์ด Autospinn คลิกที่นี่

Related Articles

Trả lời

Email của bạn sẽ không được hiển thị công khai.

Back to top button