THAI LAND

รีวิวเล็กๆ ขับทดสอบ All New Mercedes Benz A-Class ณ สนามแข่ง Bonanza

หลังจาก Autospinn เราได้รับเชิญให้ทดสอบ All New Mercedes-Benz A-Class รหัสใหม่ W176 ในรูปแบบของ Driving Experience ที่สนามแข่งโบนันซ่าเขาใหญ่ และได้ลงรายละเอียดคร่าวๆ ในครั้งนี้ผมจะมาบรรยาย ส่วนข้อสอบรีวิวเล็กๆ มาอ่านกันจ้า

ในการทดสอบนี้จะเป็นรูปแบบ Driving Experience ซึ่งเน้นที่การทดสอบสมรรถนะ และความปลอดภัยของรถโดยฝีมือของผู้ขับขี่กับครูฝึกซึ่งเป็นนักแข่งรถชาวออสเตรเลีย เข้าร่วมชั้นเรียนในครั้งนี้คือ Elliot Barbour, Jake Fouracre, Karl Reindler (หัวหน้าผู้สอน), David Russell

ก่อนเริ่มการทดสอบ ผู้สอนจะสอนเราถึงวิธีการปรับเบาะนั่งให้เหมาะกับสภาพการขับขี่ในสนามแข่ง โดยเริ่มจากการปรับเบาะนั่งให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้และยกพวงมาลัยขึ้นสูง เพื่อบังคับตาให้มองที่ Track ต่อไป แล้วปรับระยะห่างของเบาะนั่ง โดยนำเท้าขวาสอดเข้าไปใต้แป้นเบรกและทำมุมงอเข่าที่ไม่ชันหรือตรงเกินไปจนกดแป้นเบรกจนสุด เข่าต้องไม่ยืดเป็นเส้นตรง เพราะอาจทำให้บาดเจ็บได้ หากยืดขาให้แน่นที่สุด ให้ปรับเบาะเอนเอนให้โอบรอบหลังและไหล่ ในมุมแคบ ๆ แล้วเหยียดแขนของคุณ วางข้อมือไว้บนพวงมาลัย จากนั้นจับพวงมาลัยเวลา 9.00 น. และ 03.00 น. ตามลำดับ และข้อศอกต้องไม่ตึงจนเกินไป มีบางมุมที่โค้งงอพวงมาลัยได้คล่องตัว การขับขี่ไม่ติดทำให้ควบคุมยาก

– เริ่มกันที่สถานีแรกกับ (Handling Challenge) ซึ่งเป็นรูปแบบการขับขี่ยิมคาน่าซึ่งจะเริ่มจาก Grid Start ไปจนถึงตำแหน่งสิ้นสุด ตามเวลา หากชนเสา ตก +2 วินาทีต่อเสา เส้นทางเริ่มจาก Exit Start และต้องเจาะช่องขวาอย่างรวดเร็ว แล้วรีบหักกลับไปทางซ้ายและทางตรงยาวไปจนถึงจุดที่สลาลมต้องหักขวา-ซ้ายกะทันหันและควบคุมรถให้ตรงออกไปก่อนจะหมุน 360 องศารอบเสาแล้วตรงออกไปจนสุด ซึ่งสเตชั่นนี้ต้องใช้ทักษะในการเดินและยกคันเร่งและการควบคุมพวงมาลัยที่ดี

– มาสถานีต่อไปกับ (High Speed ​​​​Lane Change) ขับรถด้วยความเร็วและเปลี่ยนเลนกะทันหัน เพื่อเรียนรู้อาการของรถและวิธีควบคุมรถอย่างถูกต้องเมื่อขับด้วยความเร็วสูง และทดสอบการทำงานของระบบ ESP โดยเริ่มวิ่งตรงเข้าสู่ความเร็วก่อน Pylon ที่ต้องเบี่ยงไปทางขวาก่อน แล้วต้องเบี่ยงไปทางซ้ายทันที โดยอาจารย์บอกว่าไม่ต้องแตะเบรก แล้วโยนไปทางขวา ซึ่งถ้าเป็นคนขับปกติ ผมมั่นใจ เพราะตอนนั้นความเร็วถึงเสาประมาณ 80 กม./ชม. – 90 กม./ชม. ซึ่งตอนแรกก็ยังใช้สัญชาตญาณในการขับขี่แบบว่า ผู้ขับขี่บนถนนปกติจะเน้นความปลอดภัยและแตะเบรก ก่อนจะหักพวงมาลัยกะทันหันจนอาจารย์บอกให้หักพวงมาลัยแล้วโยนเข้าไปเพื่อให้เครื่อง ESP ทำงานได้เต็มที่ หลังจากไปถึงเสาที่กำหนด ฉันยกคันเร่งขึ้นแล้วหมุนพวงมาลัยไปทางขวา และรีบหันหลังไปทางซ้ายทันทีซึ่งอาการของรถเมื่อมีสติสัมปชัญญะเมื่อพวงมาลัยถูกเหวี่ยงด้วยความเร็วสูง แต่ผมรู้สึกว่ารถไม่มีอาการน่ากลัวใดๆ เลย อาจเป็นเพราะความสูงของรถคือ เพียง 1.43 เมตร รถจึงไม่โคลงเคลงหนัก เวียนหัว หรือพลิกคว่ำ ร่วมกับระบบ ESP ช่วยถ่วงน้ำหนัก

– สถานีข้างๆ ไม่มีอะไรเลยคือ Drag Station อัดโดยตรงเพื่อทดสอบความเร่งของรถ โดยในรอบแรกให้ลองเปิด Launch Control ที่ 3000rpm แล้วลองใช้โหมด M ตั้งใจจะเปลี่ยนเกียร์ที่ 6000rpm ทุกเกียร์ แต่ ดูเหมือนเวลาจะกดเกียร์ Shift เกียร์จะตัดก่อน ความรู้สึกจาก



– และด้วยสถานีสุดท้ายนี้ เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุด และใช้ทักษะขั้นสูงสุดกับ Station เพื่อทดสอบการควบคุมรถกรณีลื่นไถลเมื่อรถไม่มีการยึดเกาะ โดย Station นี้จำลองโดยนำยางพลาสติกสีส้มมาครอบล้อหลังของ A180 ปิด ESP พ่นน้ำ บนรางและวางแผงกั้นเสา ขับซิกแซกสลาลอม ขึ้น-ลง ซ้าย-ขวา จนกระทั่งถึง Pylon U-Turn จุด 180 องศา ก่อนวิ่งกลับไปทางเดิม เกือบทุกคนที่ขับรถจะต้องหมุนที่สถานีนี้ สถานีนี้เป็นจุดที่ยาก คือให้พวงมาลัยหัก แล้วรีบคืนพวงมาลัยเพื่อแก้อาการ Over Steer เพราะพวงมาลัยค่อนข้างเบาและเร็ว

มาพูดถึงรีวิวในส่วนของตัวรถกันบ้างครับ รถทดสอบหลักที่ใช้ขับได้ถึง 3 สถานี คือ A250 AMG ได้ทดสอบเฉพาะ A180 เท่านั้น สถานีเดียวคือสถานีสุดท้ายซึ่งได้ก้าวขึ้นไปทดสอบกำลังเครื่องยนต์ให้เต็มที่เท่ากับ A250 เรามาพูดถึง A250 กันก่อนดีกว่า

Related Articles

เครื่องยนต์สี่สูบแถวเรียง ความจุ 1991cc อากาศแบบเทอร์โบชาร์จ ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า ที่ 5500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 350Nm จากรอบ 1200-4000rpm อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.6 วินาที จากที่ลองมา ใน Drag Station การนับในใจฉันน่าจะประมาณ 8 วินาที เสียง Ambush สามารถฟังได้ในครั้งเดียว ระหว่างการทดสอบ Drag ฉันรู้สึกว่ารถไม่ดึงอย่างที่คิด เทียบจากความรู้สึกตอนที่ผมทดสอบรถ EX 2.0 turbo set ซึ่งตามสเปคแรงม้าก็ใกล้เคียงกัน รู้สึกว่า A 250 คันนี้จะแรงน้อยกว่า แต่เมื่อดูเวลา อัตราเร่งดีขึ้นมาก แต่คันเร่งไฟฟ้าคันนี้รู้สึกแข็งไปนิด เวลาออกไปข้างนอกต้องกดให้ลึกและโฟกัสให้หนักขึ้นอีกนิด พูดถึงประสิทธิภาพโดยรวม การใช้ถนนทั่วไปก็ถือว่ายังเหลืออยู่เพราะความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 240 กม./ชม. และอัตราการสิ้นเปลืองก็ดูดีจนน่าตกใจ เฉลี่ย 15 กม./ลิตร ทำให้อยู่ในระดับ B- ของญี่ปุ่น รถเลยทีเดียว แต่ถ้าอยากขับซิ่งบ้าง เอาไปเลย เพราะถือว่ามีกำลังในการเหยียบแป้นเพื่อเล่น แต่เมื่อมาขับในสนาม ถือว่าเป็นรถที่ขับสนุกสุดๆ ขับง่าย ควบคุมง่าย และใช้งานง่าย ใครๆ ก็ขับ A250 AMG คันนี้ได้ง่ายๆ แต่ถ้าพูดถึงดิบๆ ก็ยังรู้สึกว่าไม่โหดมาก สัมผัสแรง G ที่ดึงหลังเพื่อยึดเบาะนั่ง เปลี่ยนเกียร์รวมถึงช่วงล่างช่วงล่าง

ระบบส่งกำลังเป็นแบบเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 7 สปีด (7G-DCT) พร้อมรถสปอร์ตที่เน้นสมรรถนะ ทุกวันนี้มักจะหันมาเล่นคู่คลัชกันหมด ระหว่างการทดสอบ Drag gear ตัดรอบ 6000rpm ก่อนรอบจะลดเหลือประมาณ 4000+ อย่างรวดเร็วตามเกียร์คลัตช์คู่ มีจานคลัชอีกชุดรออยู่ ในโหมด D (Sport), D (Eco) สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้โดยการแตะคันเกียร์ที่ด้านใดด้านหนึ่ง หากต้องการกลับสู่ D ปกติ เพียงกดปุ่ม + ค้างไว้ 2 วินาทีสำหรับโหมด M ซึ่งใช้ Paddle Shift เพื่อควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ ถ้าลากเกิน 6000 rpm เกียร์จะตัดเกียร์ใหม่ทันที เพื่อป้องกันเกียร์เสียหาย

คุมไฟตามนิสัยพวงมาลัยไฟฟ้า แต่เมื่อมาทดลองขับใน Racing Performance จะรู้สึกว่าพวงมาลัยเบาไปหน่อยและค่อนข้างเร็ว ในจังหวะการเลี้ยวและคืนพวงมาลัยที่สถานียิมคณา ถ้าการควบคุมตอนคืนพวงมาลัยไม่ดี อาการจะสะบัดออกทันที แต่ในการลากตรง พวงมาลัยจะหนักกว่าเมื่อขับด้วยความเร็วสูง ซึ่งค่อนข้างมีน้ำหนักเมื่อเทียบกับช่วงความเร็วฟรีที่ดี โดยรวมแล้วพวงมาลัยเบา เร็ว คม น้ำหนักสัมพันธ์กับความเร็ว แต่ถ้าขับ Gymkhana ที่ต้องการการควบคุมพวงมาลัยคงที่ ยังอยากหนักขึ้นอีกหน่อย

เบรค ดิสก์ 4 ล้อ หน้า 2 พอท หลัง 1 พอต ตามบอดี้ 250 AMG คันนี้จัดคาลิปเปอร์สีแดง คู่หน้าจะเขียนคำว่า Mercedes-Benz ที่ดูเหมือนเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป สามารถหยุดม้าที่มีอยู่ทั้งหมดได้ แข่งเท่าที่พอไหว ไม่ใช่ขับแข่งแบบโหดๆ รวมทั้งกลิ่นไหม้ด้วย ถือว่าทำได้ดีไม่ผิดหวังกับน้ำหนักเบรค ทำได้ค่อนข้างแน่นตามสไตล์ AMG เหยียบเบรคลงเพื่อเลื่อนน้ำหนักไปด้านหน้า ก่อนปาพวงมาลัยเข้ามุม รู้สึกว่า การควบคุมเบรกยังดี ไม่มีเฟด (รถใหม่) แถมทำได้ดีเกินคาด ระหว่างขับยิมคาน่าจังหวะจะตรงก่อนเบรกโยนเข้าเสา รู้สึกว่าเบรกลึกช้ากว่าที่คาดไว้ ดังนั้นจึงอาจใช้เวลาสักครู่ แต่ก็ถือว่าเบรกได้เหนือความคาดหมาย และในจังหวะการเบรก เพื่อให้รถหยุด ABS ทำงานมีเสียงดังแต่รถไม่วอกแวก หรือเหล็กกันโคลงเสียการควบคุมแต่อย่างใด แต่เพราะว่าล้อใหญ่ถึง 18″ ก็อาจจะทำให้จานดูเล็กไม่ค่อยเต็มนัก

ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ส่วนหลังเป็นแบบมัลติลิงค์ เท่าที่ลองลงสนาม ขับเต็มที่สไตล์เรซซิ่ง ไม่เน้นขับหล่อ นั่งสบาย เลยไม่รู้สึกหนักหน้า สำหรับผู้โดยสารยังสามารถนั่งได้โดยไม่เจ็บท้อง เพราะพื้นสนามค่อนข้างเรียบไม่หยาบ และไม่มีขอบเขตของผิวถนน ผมจึงรู้สึกว่าระบบกันสะเทือนที่ทำออกมาให้เหมาะกับพื้น Track และสามารถนั่งได้ไม่ทรมานผู้โดยสาร แต่ถ้าขับบนถนนบ้านเราจริงๆ ที่สภาพถนนมันสุดขั้ว ก็ไม่รู้อาการจะออกมาเป็นยังไง เพราะยังไม่มีโอกาสได้ลอง มาพูดถึงเรื่องการยึดเกาะกัน จากที่ได้ลองเหยียบ โดยเฉพาะ Station High Speed ​​​​Lane Change พวงมาลัยก็หักทันทีด้วยความเร็วประมาณ 90 กม./ชม. รถถูกเหวี่ยงด้วยความเร็วนี้อย่างแน่นอน แต่พอหันหลังกลับ อาการดูไม่น่ากลัว ระบบ ESP ช่วยให้เราจัดการได้ดี ล้อ AMG ขอบ 18” ดีไซน์ 5 ก้าน หุ้มด้วยยาง Mechelin 235/40/18 ดูดีกับสมรรถนะของรถ สเปคไวด์เยอะเหมาะกับการแข่งรถมากแต่วิ่งบนถนนเราต้องระวัง

สรุป Mercedes-Benz A-Class 250AMG ใหม่ทั้งหมด คันนี้เหมาะกับวัยรุ่นที่เน้นหน้าตาดี มีระดับ ขับสบาย แต่เรียกม้าก็ได้ จะต้องพร้อมใช้งานทันที การขับขี่ทั่วไปบนท้องถนน หากต้องการแข่ง คุณสามารถเข้าสู่โหมด Sport หรือโหมด M รวมถึงการเพิ่มน้ำหนักเท้าของคุณ มันกลายเป็นรถสปอร์ต 2.0 ลิตรที่มีอากาศแบบเทอร์โบชาร์จ เพื่อซุ่มดักเก็บเสียงไม่ให้ดังรบกวน ระบบรักษาความปลอดภัยที่ครบครัน ค่าตัวที่อาจดูแรงไปหน่อย บวกเพิ่มจาก A180 ไป 6 แสน แต่อย่าลืมว่าแค่ชุดแต่งภายนอก ล้อ ตัวรถมีเป็นแสนแล้ว ออปชั่นภายใน และสมรรถนะทางวิศวะที่อัพเกรดมาทั้งหมด A180 ด้วยเงิน 2.49 ล้านบาท ประสิทธิภาพระดับ AMG ถือว่าไม่แพง ที่สำคัญ ภาพที่ได้มาคือ Mercedes! หากคุณมีโอกาสลองด้วยตัวคุณเอง ถ้ามีโอกาสผมขอยืมไปทดสอบใหม่ครับ มาวิ่งใช้งานเหมือนบ้านติดถนนทั่วไปที่ไม่ใช่ทุ่งนา มาดูกันว่าจะเป็นยังไง

ขอขอบคุณ Mercedes-Benz และผู้สอนทุกท่านสำหรับการทดลองขับครั้งนี้

พร เพียรทนงกิจ (พร ออโต้สปิน) Author

Trả lời

Email của bạn sẽ không được hiển thị công khai.

Back to top button