THAI LAND

ยักษ์ชนยักษ์ บีเอ็มดับเบิลยู เปิดตัวซีรีส์ 7 ใหม่ชนเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส

เป็นมวยรุ่นเฮฟวี่เวทที่คู่ควรอย่างยิ่ง สำหรับ BMW 7 Series และ Mercedes-Benz S-Class รุ่นล่าสุดนั้น ผู้ผลิตรถยนต์แห่งแคว้นบาวาเรียได้ส่งมอบรถรุ่น 7 Series ใหม่ที่ทำให้แบรนด์ Stuttgart เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ จับตาดูอย่างใกล้ชิด

แม้แต่ Mercedes-Benz S-Class ก็จะออกสู่ตลาดล่วงหน้าหลายปี แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นข้อเสียในเรื่องของความสด เพราะชื่อแบรนด์ดาวสามแฉกยังคงแข็งแกร่งทั้งในตลาดไทยและทั่วโลก มาดูทั้งสองรุ่นกัน มีอะไรโดดเด่น?

Mercedes-Benz S-Class

แน่นอนว่ารุ่นเรือธงอย่าง S-Class มาพร้อมกับความหรูหรารอบด้าน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประกาศว่า S-Class ใหม่ มีความทะเยอทะยานที่จะเป็นยานยนต์ที่ดีที่สุดในโลก โดยอิงจากปัจจัยทางวิศวกรรมหลัก 3 ประการ ได้แก่ เทคโนโลยีการขับขี่ที่ชาญฉลาด เพื่อการประหยัด และสัมผัสแห่งความหรูหรา พร้อมลอกเลียนการตลาดที่ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นสามารถคว้ามาได้อย่างง่ายดาย เต็มไปด้วย “ดีที่สุดหรือไม่มีอะไรเลย”

ในแง่ของความหรูหรา สิ่งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในการออกแบบภายในของรถ: ไฟ LED เต็มรูปแบบพร้อมการปรับ 7 สีและการปรับระดับ 5 ระดับ และการตกแต่งภายนอกด้วยสีน้ำตาลไมร์เทิลสีน้ำตาลซันเบิร์สต์ขัดเงาโดยเฉพาะ มีจอแสดงผล Comand Trực tuyến ขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester พร้อมลำโพง 13 ตัว และเบาะนั่งด้านหลังแบบแยกส่วนสำหรับการใช้งานเฉพาะ เพื่อให้อากาศสะอาดตลอดการเดินทาง

ในแง่ของความปลอดภัย โดดเด่นด้วยระบบ PRE-SAFE® ที่เปิดตัวเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และยังคงดำเนินต่อไปด้วยระบบ DISTRONIC PLUS ที่ส่งผลให้เกิดมิติใหม่ของการขับขี่ เมื่อรวมความสะดวกสบายและความปลอดภัยเข้าไว้ด้วยกันซึ่ง Mercedes-Benz เรียกได้ว่าเป็นการขับขี่อัจฉริยะ ซึ่งระบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้ S-Class ใหม่สะดวกสบายและปลอดภัยยิ่งขึ้น

ขุมพลังขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีบลูเทคไฮบริด แบ่งออกเป็นรุ่นย่อย S300 Blue Tech Hybrid Exclusive และ S300 Blue Tech Hybrid AMG Premium เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบแถวเรียง 2.1 ลิตร ให้กำลัง 204 แรงม้า ที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,600 – 1,800 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 20 กิโลวัตต์ แรงบิด 250 นิวตันเมตร ส่งด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด

https://img.icarcdn.com/autospinn/body/mercedes-benz-s-class-wv222_wallpaper_05_1600x1200_03-2013.jpg

อัตราเร่งของทั้งสองรุ่นย่อยจาก 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 7.6 วินาที ความเร็วสูงสุดประมาณ 240 กม./ชม. อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 21.3 – 22.7 กม./ลิตร ปล่อยมลพิษ 115 – 124 ก./กม.

Mercedes-Benz บรรลุเป้าหมายในการทำให้เครื่องยนต์ขนาด 150 กิโลวัตต์ใช้เชื้อเพลิงเพียง 4.4 ลิตรต่อ 100 กม. ของ S-Class ใหม่ ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานต่ำเพียง 0.24 เท่านั้น นอกจากจะทำลายสถิติรุ่นก่อนแล้ว ก็ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับรถยนต์ในระดับเดียวกันโดยปริยาย

รถยังสร้างสถิติเป็นรถยนต์คันแรกในโลกที่ไม่ได้ใช้หลอดไฟแม้แต่หลอดเดียวในระบบไฟส่องสว่างภายในและภายนอกทั้งหมด โดยนำเทคโนโลยี LED มาใช้ทั้งหมด ไฟหน้าจะประกอบด้วย LED 56 ดวง ไฟท้ายจะประกอบด้วย LED 35 ดวง และอีก 4 ดวงสำหรับไฟตัดหมอกด้านหลัง ในขณะที่ภายในจะใช้ไฟ LED ทั้งหมดประมาณ 300 ดวง

S-Class ไม่เพียงแต่เหมาะสำหรับผู้บริหารรุ่นเยาว์เท่านั้น นอกจากนี้ยังการันตีด้วยรางวัลรถยนต์สตรีแห่งปี 2014 ซึ่งตัดสินจากสไตล์ รูปลักษณ์ การออกแบบ ฟังก์ชัน คุณภาพการขับขี่ พื้นที่ ความสะดวกสบาย ปัจจัยที่น่าตื่นเต้น เสน่ห์ทางเพศและคุณค่าของรถ



ราคาขาย S-Class Blue Tech Hybrid Exclusive เริ่มต้นที่ 5.99 ล้านบาท ในขณะที่ S-Class Bluetech Hybrid AMG Premium อยู่ที่ 6.790 ล้านบาท ความแตกต่างระหว่างทั้งสองรุ่นคือชุดบอดี้ AMG และอุปกรณ์มาตรฐานบางอย่าง

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7

https://img.icarcdn.com/autospinn/body/P90178437_highRes_the-new-bmw-7-series.jpg

สำหรับตลาดโลก บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 ใหม่ ได้รับการออกแบบด้วยการผสมผสานระหว่าง “สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่า” กับ “ความสะดวกในการขับขี่ทางไกล” ภายนอกดูทันสมัยขึ้น หลังจากที่นักวิจารณ์หลายคนกล่าวว่าเมื่อก่อนอนุรักษ์นิยมเกินไป

ในขณะที่ BMW Thailand นำโดย Mr. Matthias Pfalz ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “เป็นครั้งแรกที่แนวคิด Carbon Core ได้รับการแนะนำใน BMW 7 Series ใหม่ ใช้ใน BMW i8 กับ BMW 7 Series ใหม่ สิ่งนี้ทำให้รถรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ทรงพลังและเบาที่สุด แต่มันก็ยังคงเป็นซีดานที่หรูหราและทรงพลังที่สุดเช่นกัน”

“แน่นอนว่า BMW 7 Series ใหม่ไม่ได้มีไว้สำหรับผู้ขับขี่เท่านั้น นอกจากนี้เรายังได้สร้างรถ “เฟิร์สคลาส” สำหรับผู้โดยสารตอนหลังอีกด้วย ลูกค้าของเราจะได้รับความรู้สึกพิเศษ จากพรมเนื้อบางเบาสุดพิเศษที่ยินดีต้อนรับสู่สายไฟสามมิติที่ทอดยาวจากประตูหน้าไปยัง Panorama Sky Lounge สร้างบรรยากาศที่สมบูรณ์แบบด้วยไฟ 15,000 ดวงใต้หลังคา เพื่อบรรยากาศภายในห้องโดยสารที่เหนือชั้นยิ่งขึ้น คุณสามารถเลือกสีของไฟได้ตามต้องการ และยังรวมถึง BMW Touch Command ที่มีหน้าจอแท็บเล็ตขนาด 7 นิ้วที่สามารถควบคุมความบันเทิงและความสะดวกสบาย อย่างเต็มที่”

ระยะฐานล้อยาว 7 Series หรือ 740Li มาพร้อมฟังก์ชั่นที่น่าสนใจมากมาย มันเริ่มต้นในฐานะรถยนต์ BMW คันแรกที่มีคุณสมบัติ Air Flap Control ซึ่งทำงานเมื่อระบบต้องการการระบายความร้อน นอกเหนือจากการปรับปรุงประสิทธิภาพแอโรไดนามิกของรถ ยังดูสวยงามสะดุดตาอีกด้วย

https://img.icarcdn.com/autospinn/body/P90178460_highRes_the-new-bmw-7-series.jpg

เทคโนโลยี BMW EfficientLightweight ช่วยลดน้ำหนักรวมของ BMW 7 Series ใหม่ได้ถึง 130 กก. เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ด้วยโครงสร้างตัวถังที่ทำด้วย Carbon Core ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ใน BMW i8 ทำให้ BMW 7 Series เป็นรถยนต์คันแรกในกลุ่มที่ใช้โครงสร้างคอมโพสิตที่ทำจากพลาสติกเสริมแรงด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ (CFRP) ด้วยโครงสร้างเหล็กและอลูมิเนียม

BMW Laserlight คล้ายกับที่ใช้ใน BMW i8 ที่มีเทคโนโลยี BMW Selective Beam ช่วยลดความพร่ามัวและเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น เป็นอีกทางเลือกหนึ่งนอกเหนือจากไฟ LED มาตรฐาน ไฟหน้าเลเซอร์นี้มีแสงสีขาวและให้ระยะลำแสงสูง 600 เมตร ซึ่งเป็นความสว่างสองเท่าของไฟหน้า LED และให้ความเข้มของแสงที่มากกว่าไฟหน้าทั่วไป LED สี่เท่า

อีกหนึ่งฟังก์ชันใหม่ร่วมกับระบบ iDrive คือการเคลื่อนไหวของมือโดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ หรือ BMW Gesture Control ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรก ของระบบความบันเทิงและระบบควบคุมการสื่อสารที่ใช้งานง่าย เช่น ปรับระดับเสียง ตอบรับหรือปฏิเสธสาย เป็นต้น นอกจากนี้ BMW 740Li ใหม่ยังมาพร้อมหลังคากระจก Sky Lounge Panorama สร้างบรรยากาศเหมือนท้องฟ้า

บีเอ็มดับเบิลยู 740Li ใหม่มาพร้อมเครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียง ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ BMW รุ่นใหม่ล่าสุด ความจุ 3.0 ลิตร Twin Power Turbo ให้กำลังสูงสุด 326 แรงม้า ที่ 5,500 ถึง 6,500 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.6 วินาที อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 14.3 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 166 กรัมต่อกิโลเมตร ตามการทดสอบของสหภาพยุโรป

ราคาขายของ BMW 740Li ยังไม่ได้รับการเปิดเผย แต่คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 7-7.5 ล้านบาท เราจะยืนยันอีกครั้งที่งาน Motor Expo


ข้อมูลมากกว่านี้

ยักษ์ชนยักษ์ บีเอ็มดับเบิลยู เปิดตัวซีรีส์ 7 ใหม่ชนเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส
#ยกษชนยกษ #บเอมดบเบลย #เปดตวซรส #ใหมชนเมอรเซเดสเบนซ #เอสคลาส
[rule_3_plain] #ยกษชนยกษ #บเอมดบเบลย #เปดตวซรส #ใหมชนเมอรเซเดสเบนซ #เอสคลาส

ถือเป็นมวยไซส์เฮฟวี่เวตที่สมน้ำสมเนื้ออย่างมาก สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 และเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส ล่าสุด ค่ายรถจากแคว้นบาวาเรียส่งซีรีส์ 7 รุ่นใหม่ที่ทำให้แบรนด์จากสตุทการ์ทต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ถึงแม้เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาสจะออกมาทำตลาดล่วงหน้ามาก่อนหลายปี แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเสียเปรียบเรื่องความสดใหม่ เพราะชื่อชั้นแบรนด์ดาวสามแฉกยังคงแข็งแกร่งทั้งในตลาดไทยและทั่วโลก เราลองไปชมกันว่าทั้งสองรุ่น มีความโดดเด่นอะไรกันบ้าง

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส

แน่นอนว่าโมเดลระดับแฟล็กชิพอย่างเอส-คลาสย่อมมาพร้อมความหรูหรารอบคัน ทางเมอร์เซเดส-เบนซประกาศว่าเอส-คลาสใหม่คือความทะเยอทะยานสู่การเป็นยานยนต์ที่ดีที่สุดในโลก (The best automotive in the world) ด้วยปัจจัยทางด้านวิศวกรรมที่สำคัญ 3 ประการ ประกอบไปด้วย การขับเคลื่อนอย่างฉลาดล้ำ เทคโนโลยีแห่งความประหยัด และสัมผัสแห่งความหรูหรา พร้อมก็อปปี้การตลาดที่ค่ายรถรายอื่นอาจหมั่นไส้เอาได้ง่ายๆ อย่าง “ดีที่สุดหรือก็ไม่มีเลย” (The best or nothing)

ในแง่มุมของสัมผัสที่หรูหรานั้น แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนที่การออกแบบภายในของตัวรถ แสงไฟเป็นแบบ LED เต็มรูปแบบที่ปรับได้ 7 สีและ 5 ระดับ ตกแต่งด้วยลายไม้ sunburst brown myrtle ที่มีความมันเงาเป็นพิเศษ มีหน้าจอแสดงผล Comand Trực tuyến ขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว ระบบเครื่องเสียงรอบทิศทางของ Burmester พร้อมลำโพง 13 ตัว ส่วนเบาะที่นั่งด้านหลังเป็นแบบแยกส่วนเพื่อความเอ็กซ์คลูซีฟ นอกจากนี้ ในค็อกพิทจะมีกระบวนการไอออนไนซ์เพื่อให้อากาศมีความบริสุทธิ์ตลอดการเดินทาง

ในแง่ของความปลอดภัยโดดเด่นด้วยระบบ PRE-SAFE® ที่เริ่มใช้มาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และต่อเนื่องมากับระบบ DISTRONIC PLUS ที่ให้ผลลัพธ์ออกมาที่มิติใหม่ของการขับขี่ เมื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยถูกควบรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์ เรียกว่าการขับเคลื่อนอย่างฉลาดล้ำ ซึ่งระบบใหม่ที่พัฒนาเข้ามาช่วยให้เอส-คลาสใหม่ สะดวกสบายและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ขุมพลังขับเคลื่อนเป็นเทคโนโลยีบลูเทคไฮบริด แบ่งเป็นรุ่นย่อยเอส300 บลูเทค ไฮบริด เอ็กซ์คลูซีฟและเอส300 บลูเทค ไฮบริด เอเอ็มจี พรีเมียม เครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ ขนาด 2.1 ลิตร พละกำลัง 204 แรงม้าที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตรที่ 1,600 – 1,800 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 20 กิโลวัตต์ แรงบิด 250 นิวตันเมตร ส่งำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 7 สปีด

อัตราเร่งของทั้งสองรุ่นย่อย 0-100 กม./ชม. ทำได้ที่ 7.6 วินาที ความเร็วสูงสุดโดยประมาณ 240 กม./ชม. อัตราการบริโภคน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 21.3 – 22.7 กม./ลิตร ปล่อยมลพิษไอเสย 115 – 124 กรัม/กม.

เมอร์เซเดส-เบนซ์สามารถบรรลุเป้าหมายในการทำให้เครื่องยนต์ 150 กิโลวัตต์ ใช้น้ำมันเพียง 4.4 ลิตรต่อการวิ่ง 100 กิโลเมตร สำหรับเอส-คลาสใหม่ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานต่ำเพียง 0.24 นอกจากจะทำลายสถิติของรุ่นเดิมแล้ว ยังถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์ในกลุ่มระดับเดียวกันไปโดยปริยาย

รถยนต์คันดังกล่าวยังสร้างสถิติเป็นรถยนต์คันแรกของโลกที่ไม่มีการใช้หลอดไฟส่องสว่างแบบเดี่ยวในทุกระบบส่องสว่างทั้งภายในและภายนอกตัวรถ โดยได้นำเทคโนโลยีแอลอีดีมาใช้งานทั้งหมด โคมไฟหน้าจะประกอบด้วยแอลอีดี 56 ดวง ไฟท้ายประกอบด้วยแอลอีดี 35 ดวงและเพิ่มอีก 4 ดวงสำหรับไฟตัดหมอกหลัง ขณะที่ห้องโดยสารภายในจะใช้ไฟแอลอีดีรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 300 ดวง

เอส-คลาสไม่เพียงเหมาะสำหรับผู้บริหารหนุ่มใหญ่เท่านั้น แต่ยังได้รับการการันตีด้วยรางวัลรถยอดเยี่ยมสำหรับผู้หญิงประจำปี 2014 ที่ได้รับการพิจารณาจากสไตล์ รูปลักษณ์ การออกแบบ ฟังก์ชั่น คุณภาพการขับขี่ เนื้อที่ ความสะดวกสบาย ปัจจัยกระตุ้นความตื่นเต้น แรงดึงดูดทางเพศและความคุ้มค่าของตัวรถ

ราคาจำหน่ายของเอส-คลาส บลูเทค ไฮบริด เอ็กซ์คลูซีฟเริ่มต้นที่ 5.99 ล้านบาท ส่วนเอส-คลาส บลูเทค ไฮบริด เอเอ็มจี พรีเมียมอยู่ที่ 6.790 ล้านบาท ความแตกต่างของทั้งสองรุ่นอยู่ที่ชุดแต่งเอเอ็มจีและอุปกรณ์มาตรฐานบางอย่าง

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7

สำหรับในตลาดโลก บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 รุ่นใหม่ได้รับการออกแบบด้วยการผสมผสาน “สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น” เข้ากับ “ความสะดวกสบายในการขับขี่ทางไกล” รูปลักษณ์ภายนอกมีความทันสมัยยิ่งขึ้น หลังจากมีเสียงวิจารณ์หนาหูว่าเน้นสไตล์แบบอนุรักษ์นิยมมากเกินไปในอดีต

ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทยนำโดยมร. แมทธิอัส พฟาลซ์ ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “นับเป็นครั้งแรกที่คอนเซปต์ Carbon Core นำมาใช้ในบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 โฉมใหม่ โดยเราได้นำหลักการของคาร์บอนไฟเบอร์ที่ใช้ในบีเอ็มดับเบิลยู ไอ8 มาใช้กับบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 โฉมใหม่นี้ การผสมผสานที่ก้าวล้ำของการใช้วัสดุต่างๆ ทำให้ยานยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ทรงพลังสูงสุดและน้ำหนักเบาที่สุด แต่ยังคงความเป็นรถซีดานที่หรูหราและทรงประสิทธิภาพที่สุดด้วยเช่นกัน”

“แน่นอนว่า บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 โฉมใหม่ ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับผู้ขับขี่เท่านั้น เรายังได้สร้างสรรค์ความเป็นยานยนต์ระดับ “เฟิร์สคลาส” สำหรับผู้โดยสารตอนหลังด้วยเช่นกัน ลูกค้าของเราจะได้รับความรู้สึกพิเศษ จากการต้อนรับในแบบเอ็กซ์คลูซีฟด้วย Light Carpet กับแนวไฟสามมิติที่ส่องทอดยาวจากแนวประตูด้านหน้าสู่พื้น Panorama Sky Lounge ที่ช่วยสร้างอารมณ์อันสมบูรณ์แบบด้วยแสงไฟจาก 15,000 ดวงภายใต้หลังคา เพื่อบรรยากาศในห้องโดยสารที่เหนือระดับยิ่งขึ้น โดยสามารถเลือกสีของไฟได้ตามใจชอบ และยังรวมถึง BMW Touch Command ด้วยจอแท็บเล็ตขนาด 7 นิ้วที่สามารถควบคุมความบันเทิงและความสะดวกสบายต่างๆ ได้อย่างเต็มที่”

ซีรีส์ 7 รุ่นฐานล้อยาวหรือ 740Li มาพร้อมฟังก์ชั่นที่น่าสนใจมากมาย เริ่มจากการเป็นรถยนต์รุ่นแรกของบีเอ็มดับเบิลยูที่ใช้ฟีเจอร์ Air Flap Control ซึ่งจะทำงานเมื่อระบบต้องการระบายความร้อนโดยนอกจากจะพัฒนาสมรรถนะด้านแอโรไดนามิกส์ให้กับรถแล้ว ยังดูสวยงามสะดุดตามากขึ้น

เทคโนโลยี BMW EfficientLightweight ช่วยลดน้ำหนักรวมของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 โฉมใหม่นี้ได้สูงสุดถึง 130 กิโลกรัมเมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ด้วยโครงสร้างตัวถังที่ผลิตด้วย Carbon Core ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในบีเอ็มดับเบิลยู ไอ8 ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 เป็นรถยนต์รุ่นแรกในเซ็กเมนต์นี้ที่ใช้โครงสร้างผลิตจากพลาสติกเสริมเส้นใยคาร์บอน (CFRP) ผสมผสานกับโครงสร้างเหล็กและอะลูมิเนียม

บีเอ็มดับเบิลยู เลเซอร์ไลท์ (BMW Laserlight) ซึ่งคล้ายกับที่ใช้ในบีเอ็มดับเบิลยู ไอ8 ด้วยเทคโนโลยีบีเอ็มดับเบิลยู เซเลคทีฟ บีม (BMW Selective Beam) ช่วยลดความพร่ามัวและเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกเพิ่มเติมจากไฟแอลอีดีในรุ่นมาตรฐาน ไฟหน้าแบบเลเซอร์นี้มีแสงสีขาวและให้ความสว่างได้ในระยะ 600 เมตร สำหรับไฟสูง ซึ่งเป็นระยะที่ไกลกว่าความสว่างจากไฟหน้าแบบแอลอีดีถึงสองเท่าและให้ความเข้มของแสงมากกว่าไฟหน้าแบบแอลอีดีถึงสี่เท่า

อีกหนึ่งฟังก์ชั่นใหม่ของการใช้งานร่วมกับระบบ iDrive คือ การสั่งงานด้วยการเคลื่อนไหวของมือโดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ หรือ BMW Gesture Control ซึ่งถูกนำมาใช้งานเป็นครั้งแรก เซ็นเซอร์ 3 มิติจะจับการเคลื่อนไหวของการสั่งงานระบบควบคุมความบันเทิงและการสื่อสาร ซึ่งใช้งานได้อย่างง่าย เช่น การปรับระดับเสียง การรับหรือปฏิเสธสายเรียกเข้าโทรศัพท์ เป็นต้น บีเอ็มดับเบิลยู 740Li โฉมใหม่ ยังมาพร้อมกับหลังคากระจกแบบ Sky Lounge Panorama ช่วยสร้างบรรยากาศเสมือนท้องฟ้า

บีเอ็มดับเบิลยู 740Li โฉมใหม่นี้ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียงรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์รุ่นล่าสุดของบีเอ็มดับเบิลยู ความจุ 3.0 ลิตร ทวินพาวเวอร์ เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 326 แรงม้า ที่ 5,500 ถึง 6,500 รอบต่อนาที อัตราเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 5.6 วินาที อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ 14.3 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อย CO2 อยู่ที่ 166 กรัมต่อกิโลเมตรตามการทดสอบของอียู

ราคาจำหน่ายของบีเอ็มดับเบิลยู 740Li ยังไม่ได้รับการเปิดเผย แต่คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 7-7.5 ล้านบาท เราจะคอนเฟิร์มอีกครั้งที่งานมอเตอร์ เอ็กซ์โป

#ยกษชนยกษ #บเอมดบเบลย #เปดตวซรส #ใหมชนเมอรเซเดสเบนซ #เอสคลาส
[rule_2_plain] #ยกษชนยกษ #บเอมดบเบลย #เปดตวซรส #ใหมชนเมอรเซเดสเบนซ #เอสคลาส
[rule_2_plain] #ยกษชนยกษ #บเอมดบเบลย #เปดตวซรส #ใหมชนเมอรเซเดสเบนซ #เอสคลาส
[rule_3_plain]

#ยกษชนยกษ #บเอมดบเบลย #เปดตวซรส #ใหมชนเมอรเซเดสเบนซ #เอสคลาส

ถือเป็นมวยไซส์เฮฟวี่เวตที่สมน้ำสมเนื้ออย่างมาก สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 และเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส ล่าสุด ค่ายรถจากแคว้นบาวาเรียส่งซีรีส์ 7 รุ่นใหม่ที่ทำให้แบรนด์จากสตุทการ์ทต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ถึงแม้เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาสจะออกมาทำตลาดล่วงหน้ามาก่อนหลายปี แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเสียเปรียบเรื่องความสดใหม่ เพราะชื่อชั้นแบรนด์ดาวสามแฉกยังคงแข็งแกร่งทั้งในตลาดไทยและทั่วโลก เราลองไปชมกันว่าทั้งสองรุ่น มีความโดดเด่นอะไรกันบ้าง

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส

แน่นอนว่าโมเดลระดับแฟล็กชิพอย่างเอส-คลาสย่อมมาพร้อมความหรูหรารอบคัน ทางเมอร์เซเดส-เบนซประกาศว่าเอส-คลาสใหม่คือความทะเยอทะยานสู่การเป็นยานยนต์ที่ดีที่สุดในโลก (The best automotive in the world) ด้วยปัจจัยทางด้านวิศวกรรมที่สำคัญ 3 ประการ ประกอบไปด้วย การขับเคลื่อนอย่างฉลาดล้ำ เทคโนโลยีแห่งความประหยัด และสัมผัสแห่งความหรูหรา พร้อมก็อปปี้การตลาดที่ค่ายรถรายอื่นอาจหมั่นไส้เอาได้ง่ายๆ อย่าง “ดีที่สุดหรือก็ไม่มีเลย” (The best or nothing)

ในแง่มุมของสัมผัสที่หรูหรานั้น แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนที่การออกแบบภายในของตัวรถ แสงไฟเป็นแบบ LED เต็มรูปแบบที่ปรับได้ 7 สีและ 5 ระดับ ตกแต่งด้วยลายไม้ sunburst brown myrtle ที่มีความมันเงาเป็นพิเศษ มีหน้าจอแสดงผล Comand Trực tuyến ขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว ระบบเครื่องเสียงรอบทิศทางของ Burmester พร้อมลำโพง 13 ตัว ส่วนเบาะที่นั่งด้านหลังเป็นแบบแยกส่วนเพื่อความเอ็กซ์คลูซีฟ นอกจากนี้ ในค็อกพิทจะมีกระบวนการไอออนไนซ์เพื่อให้อากาศมีความบริสุทธิ์ตลอดการเดินทาง

ในแง่ของความปลอดภัยโดดเด่นด้วยระบบ PRE-SAFE® ที่เริ่มใช้มาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และต่อเนื่องมากับระบบ DISTRONIC PLUS ที่ให้ผลลัพธ์ออกมาที่มิติใหม่ของการขับขี่ เมื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยถูกควบรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์ เรียกว่าการขับเคลื่อนอย่างฉลาดล้ำ ซึ่งระบบใหม่ที่พัฒนาเข้ามาช่วยให้เอส-คลาสใหม่ สะดวกสบายและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ขุมพลังขับเคลื่อนเป็นเทคโนโลยีบลูเทคไฮบริด แบ่งเป็นรุ่นย่อยเอส300 บลูเทค ไฮบริด เอ็กซ์คลูซีฟและเอส300 บลูเทค ไฮบริด เอเอ็มจี พรีเมียม เครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ ขนาด 2.1 ลิตร พละกำลัง 204 แรงม้าที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตรที่ 1,600 – 1,800 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 20 กิโลวัตต์ แรงบิด 250 นิวตันเมตร ส่งำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 7 สปีด

อัตราเร่งของทั้งสองรุ่นย่อย 0-100 กม./ชม. ทำได้ที่ 7.6 วินาที ความเร็วสูงสุดโดยประมาณ 240 กม./ชม. อัตราการบริโภคน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 21.3 – 22.7 กม./ลิตร ปล่อยมลพิษไอเสย 115 – 124 กรัม/กม.

เมอร์เซเดส-เบนซ์สามารถบรรลุเป้าหมายในการทำให้เครื่องยนต์ 150 กิโลวัตต์ ใช้น้ำมันเพียง 4.4 ลิตรต่อการวิ่ง 100 กิโลเมตร สำหรับเอส-คลาสใหม่ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานต่ำเพียง 0.24 นอกจากจะทำลายสถิติของรุ่นเดิมแล้ว ยังถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์ในกลุ่มระดับเดียวกันไปโดยปริยาย

รถยนต์คันดังกล่าวยังสร้างสถิติเป็นรถยนต์คันแรกของโลกที่ไม่มีการใช้หลอดไฟส่องสว่างแบบเดี่ยวในทุกระบบส่องสว่างทั้งภายในและภายนอกตัวรถ โดยได้นำเทคโนโลยีแอลอีดีมาใช้งานทั้งหมด โคมไฟหน้าจะประกอบด้วยแอลอีดี 56 ดวง ไฟท้ายประกอบด้วยแอลอีดี 35 ดวงและเพิ่มอีก 4 ดวงสำหรับไฟตัดหมอกหลัง ขณะที่ห้องโดยสารภายในจะใช้ไฟแอลอีดีรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 300 ดวง

เอส-คลาสไม่เพียงเหมาะสำหรับผู้บริหารหนุ่มใหญ่เท่านั้น แต่ยังได้รับการการันตีด้วยรางวัลรถยอดเยี่ยมสำหรับผู้หญิงประจำปี 2014 ที่ได้รับการพิจารณาจากสไตล์ รูปลักษณ์ การออกแบบ ฟังก์ชั่น คุณภาพการขับขี่ เนื้อที่ ความสะดวกสบาย ปัจจัยกระตุ้นความตื่นเต้น แรงดึงดูดทางเพศและความคุ้มค่าของตัวรถ

ราคาจำหน่ายของเอส-คลาส บลูเทค ไฮบริด เอ็กซ์คลูซีฟเริ่มต้นที่ 5.99 ล้านบาท ส่วนเอส-คลาส บลูเทค ไฮบริด เอเอ็มจี พรีเมียมอยู่ที่ 6.790 ล้านบาท ความแตกต่างของทั้งสองรุ่นอยู่ที่ชุดแต่งเอเอ็มจีและอุปกรณ์มาตรฐานบางอย่าง

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7

สำหรับในตลาดโลก บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 รุ่นใหม่ได้รับการออกแบบด้วยการผสมผสาน “สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น” เข้ากับ “ความสะดวกสบายในการขับขี่ทางไกล” รูปลักษณ์ภายนอกมีความทันสมัยยิ่งขึ้น หลังจากมีเสียงวิจารณ์หนาหูว่าเน้นสไตล์แบบอนุรักษ์นิยมมากเกินไปในอดีต

ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทยนำโดยมร. แมทธิอัส พฟาลซ์ ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “นับเป็นครั้งแรกที่คอนเซปต์ Carbon Core นำมาใช้ในบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 โฉมใหม่ โดยเราได้นำหลักการของคาร์บอนไฟเบอร์ที่ใช้ในบีเอ็มดับเบิลยู ไอ8 มาใช้กับบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 โฉมใหม่นี้ การผสมผสานที่ก้าวล้ำของการใช้วัสดุต่างๆ ทำให้ยานยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ทรงพลังสูงสุดและน้ำหนักเบาที่สุด แต่ยังคงความเป็นรถซีดานที่หรูหราและทรงประสิทธิภาพที่สุดด้วยเช่นกัน”

“แน่นอนว่า บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 โฉมใหม่ ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับผู้ขับขี่เท่านั้น เรายังได้สร้างสรรค์ความเป็นยานยนต์ระดับ “เฟิร์สคลาส” สำหรับผู้โดยสารตอนหลังด้วยเช่นกัน ลูกค้าของเราจะได้รับความรู้สึกพิเศษ จากการต้อนรับในแบบเอ็กซ์คลูซีฟด้วย Light Carpet กับแนวไฟสามมิติที่ส่องทอดยาวจากแนวประตูด้านหน้าสู่พื้น Panorama Sky Lounge ที่ช่วยสร้างอารมณ์อันสมบูรณ์แบบด้วยแสงไฟจาก 15,000 ดวงภายใต้หลังคา เพื่อบรรยากาศในห้องโดยสารที่เหนือระดับยิ่งขึ้น โดยสามารถเลือกสีของไฟได้ตามใจชอบ และยังรวมถึง BMW Touch Command ด้วยจอแท็บเล็ตขนาด 7 นิ้วที่สามารถควบคุมความบันเทิงและความสะดวกสบายต่างๆ ได้อย่างเต็มที่”

ซีรีส์ 7 รุ่นฐานล้อยาวหรือ 740Li มาพร้อมฟังก์ชั่นที่น่าสนใจมากมาย เริ่มจากการเป็นรถยนต์รุ่นแรกของบีเอ็มดับเบิลยูที่ใช้ฟีเจอร์ Air Flap Control ซึ่งจะทำงานเมื่อระบบต้องการระบายความร้อนโดยนอกจากจะพัฒนาสมรรถนะด้านแอโรไดนามิกส์ให้กับรถแล้ว ยังดูสวยงามสะดุดตามากขึ้น

เทคโนโลยี BMW EfficientLightweight ช่วยลดน้ำหนักรวมของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 โฉมใหม่นี้ได้สูงสุดถึง 130 กิโลกรัมเมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ด้วยโครงสร้างตัวถังที่ผลิตด้วย Carbon Core ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในบีเอ็มดับเบิลยู ไอ8 ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 เป็นรถยนต์รุ่นแรกในเซ็กเมนต์นี้ที่ใช้โครงสร้างผลิตจากพลาสติกเสริมเส้นใยคาร์บอน (CFRP) ผสมผสานกับโครงสร้างเหล็กและอะลูมิเนียม

บีเอ็มดับเบิลยู เลเซอร์ไลท์ (BMW Laserlight) ซึ่งคล้ายกับที่ใช้ในบีเอ็มดับเบิลยู ไอ8 ด้วยเทคโนโลยีบีเอ็มดับเบิลยู เซเลคทีฟ บีม (BMW Selective Beam) ช่วยลดความพร่ามัวและเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกเพิ่มเติมจากไฟแอลอีดีในรุ่นมาตรฐาน ไฟหน้าแบบเลเซอร์นี้มีแสงสีขาวและให้ความสว่างได้ในระยะ 600 เมตร สำหรับไฟสูง ซึ่งเป็นระยะที่ไกลกว่าความสว่างจากไฟหน้าแบบแอลอีดีถึงสองเท่าและให้ความเข้มของแสงมากกว่าไฟหน้าแบบแอลอีดีถึงสี่เท่า

อีกหนึ่งฟังก์ชั่นใหม่ของการใช้งานร่วมกับระบบ iDrive คือ การสั่งงานด้วยการเคลื่อนไหวของมือโดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ หรือ BMW Gesture Control ซึ่งถูกนำมาใช้งานเป็นครั้งแรก เซ็นเซอร์ 3 มิติจะจับการเคลื่อนไหวของการสั่งงานระบบควบคุมความบันเทิงและการสื่อสาร ซึ่งใช้งานได้อย่างง่าย เช่น การปรับระดับเสียง การรับหรือปฏิเสธสายเรียกเข้าโทรศัพท์ เป็นต้น บีเอ็มดับเบิลยู 740Li โฉมใหม่ ยังมาพร้อมกับหลังคากระจกแบบ Sky Lounge Panorama ช่วยสร้างบรรยากาศเสมือนท้องฟ้า

บีเอ็มดับเบิลยู 740Li โฉมใหม่นี้ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียงรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์รุ่นล่าสุดของบีเอ็มดับเบิลยู ความจุ 3.0 ลิตร ทวินพาวเวอร์ เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 326 แรงม้า ที่ 5,500 ถึง 6,500 รอบต่อนาที อัตราเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 5.6 วินาที อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ 14.3 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อย CO2 อยู่ที่ 166 กรัมต่อกิโลเมตรตามการทดสอบของอียู

ราคาจำหน่ายของบีเอ็มดับเบิลยู 740Li ยังไม่ได้รับการเปิดเผย แต่คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 7-7.5 ล้านบาท เราจะคอนเฟิร์มอีกครั้งที่งานมอเตอร์ เอ็กซ์โป

Related Articles

Trả lời

Email của bạn sẽ không được hiển thị công khai.

Back to top button