Bentley

ทดลองขับ Honda Jazz Hybrid เจ้าตัวประหยัดล้ำสมัย

ทดลองขับ Honda Jazz Hybrid ประหยัด ทันสมัย

ถ้าพูดถึงรถในกลุ่ม 5 ประตูที่คนไทยสลักไว้นานแล้ว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารุ่น ฮอนด้า แจ๊ส ถือเป็นผู้นำในกลุ่มนี้ โดยก้าวเข้าสู่ตลาดเป็นรุ่นแรก แถมยังมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย รุ่นต่อไปยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

แม้ในปีที่ผ่านมา ฮอนด้า จะมีการเปิดตัวรถใหม่มากมาย รวมถึงการมาของ Honda Civic ใหม่ แต่ใครจะคิด ฮอนด้า จะมีตัวเปลี่ยนเกม กับงานมอเตอร์โชว์ ฮอนด้า แจ๊ส ไฮบริด ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เปิดตัวสู่ตลาดต่างประเทศและเข้าสู่บ้านเรา แถมยังเคาะราคาไม่ถึงมืออีกด้วย เพียง 768 พันบาท ท้าพิสูจน์ว่ารถคันนี้ประหยัดดี มันคุ้มค่าที่จะจ่ายหรือไม่?

ข้างนอกเป็นแจ๊ส ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง

รูปทรงที่เราคุ้นเคยในรถ ฮอนด้า แจ๊ส ใหม่นี้เป็นสิ่งที่ทุกคนจะคุ้นเคย จนแทบไม่ต้องบรรยายอะไรมาก แต่เมื่อพูดถึงรถยนต์ ฮอนด้า แจ๊ส ไฮบริด ต้องสร้างความแตกต่างเล็กน้อยเพื่อให้เป็นที่รู้จักเมื่อขับรถ เคลื่อนตัวไปตามถนน

เริ่มจากด้านหน้ากันชนหน้าได้รับการปรับลดรูปลักษณ์แบบสปอร์ต เพิ่มความทันสมัยของตัวรถ จับคู่กับกระจังหน้าโครเมียมที่ดูดี จะเป็นโมเดล 3 มิติ มีเสน่ห์กว่าในคราบโมเดิร์น มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว และชุดกันชนหลัง และไฟท้ายที่มาในรูปแบบ LED เลนส์ใส ดูแตกต่างในสไตล์รถไฮบริดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ตัวเลือกห้องโดยสารเพิ่มเติมเน้นที่การใช้งาน

เมื่อเปิดประตูสู่ห้องโดยสาร ใบหน้าที่คุ้นเคยมากมายจากรถยนต์ ฮอนด้า แจ๊ส มันยังคงกลับมาอยู่ใน ฮอนด้า แจ๊ส ไฮบริดd ส่วนหนึ่งเนื่องจากการพัฒนาของรถคันนี้ วิศวกรของ Honda ต้องการให้ยังคงเป็นรถอเนกประสงค์ แต่มีการเปลี่ยนแปลงในบางตัวเลือก เหมือนอยู่หน้าคนขับ จะมี Multi Information Display หรือ MID ที่แสดงสมรรถนะของเครื่องยนต์ไฮบริดและความประหยัดในรูปแบบต่างๆ ซึ่งสามารถปรับได้ที่สวิตช์บนพวงมาลัย ใช้งานง่ายและสะดวก เฉกเช่นชุดเรืองแสงในที่มืดที่สามารถปรับเปลี่ยนการแสดงสีเพื่อแสดงสถานะการขับขี่ที่ประหยัดได้

ตรงกลางคอนโซลหน้ามีชุดเครื่องเสียงติดรถยนต์ที่ดูคุ้นเคย แต่คราวนี้ระบบปรับอากาศถูกปรับให้เป็นอัตโนมัติเพื่อให้ง่ายขึ้น ขึ้นอยู่กับการใช้งาน และแน่นอนว่ามันดูทันสมัยขึ้นด้วย

ในขณะที่ตัวเลือกอื่นๆ เช่น โหมดฟังก์ชั่นการใช้งานยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แม้แต่ในรถยนต์ไฮบริดรุ่นใหม่ก็ต้องเพิ่มแบตเตอรี่ไฮบริดเข้าไปทำงาน

ได้เวลาขับแล้ว…ใครๆ ก็ไฮบริดได้

วลีที่มาจากโฆษณา “ใครก็ได้ไฮบริด” อาจฟังดูค่อนข้างแข็ง.. นิด ๆ หน่อย ๆ แต่ต้องยอมรับ นี่คือยานพาหนะที่สื่อสารการตลาด ถึงผู้บริโภคโดยตรง โดยเฉพาะในความตั้งใจจริงที่ต้องการให้คนไทยใช้รถไฮบริดมากขึ้น ..ไม่ใช่รถราคา 6 หลัก ซื้อแล้วคิดแล้วคิดอีก

รถยนต์ ฮอนด้า แจ๊ส ไฮบริด อย่างไรก็ตาม Honda Jazz ใหม่ทั้งหมดนั้นแตกต่างจากฝากระโปรงหน้าซึ่งใช้เครื่องยนต์ 1.3 ลิตร, ซิงเกิลแคม, เครื่องยนต์ 8 วาล์วอินไลน์โฟร์, 8 วาล์ว พร้อมระบบ i-vtec ที่ให้กำลัง 88 แรงม้าและกำลังที่มากกว่า แรงบิดสูงสุด 121 นิวตันเมตร ที่ 4500 รอบต่อนาที ยังมาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 10 กิโลวัตต์ เทียบเท่ากับ 14 แรงม้าที่ 1,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 78 นิวตันเมตร ที่ 1,000 รอบต่อนาที ด้วยชุดเกียร์ CVT ที่ให้อัตราทดแปรผันได้ตั้งแต่ 2.526 – 0.421 และใช้เฟืองท้ายขนาดใหญ่ที่มาพร้อมกับอัตราส่วน 5.274

ระบบไฮบริดนี้เมื่อดูจากข้อกำหนดทางเทคนิคแล้ว เป็นระบบขับเคลื่อนที่เรียกว่า Mild Hybrid ซึ่งเปรียบได้กับขนาดของมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลังน้อยกว่า 20 กิโลวัตต์ โดยเน้นที่การเพิ่มกำลังของเครื่องยนต์ทำให้ประหยัดในการขับขี่มากขึ้น

การขับขี่ของเราเริ่มต้นขึ้นในการทดสอบการขับขี่ Honda Jazz Hybrid ระยะที่ 2 โดยใช้ไม้แรก แม้จะนั่งเหมือนตุ๊กตาหน้ารถกับสื่อรุ่นพี่อีกคนที่ขับรถแบบคนเมาเรียกว่าเต็มกำลัง ตั้งใจเต็มที่ แต่ระหว่างที่นั่ง เราต้องยอมรับ ทั้งๆ ที่เครื่องเล็กกว่าและเกิดมาเพื่อประหยัด แต่ไม่มีดีกรีที่แตกต่างจากเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 120 แรงม้าที่เราคุ้นเคย ออกตัวก็ดีและหลังจบอันแรก หน้าปัดแสดงตัวเลขความประหยัด 15.5 กม./ลิตร

เมื่อถึงเวลาที่เราจะต้องขี่ Honda Jazz Hybrid เส้นทางของเราในชั่วโมงนี้จะเป็นเส้นทางในเมืองจริงๆ โดยมีจุดหมายที่เมกะบางนาตั้งแต่เขตเกษตร-นวมินทร์ ต่อด้วยวิภาวดีรังสิต ในตอนกลางวันที่มันเริ่มเคลื่อนตัวออกสู่ท้องถนน ความรู้สึกของ Hybrid in ฮอนด้า แจ๊ส ไฮบริด ใหม่แทบไม่ต่างจากเครื่องยนต์ด้วยแนวคิดการเสริมแรง ทำงานคู่ขนานกันเมื่อดับเครื่อง อาจไม่รู้สึกถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน

Related Articles

แรงขับในช่วงความเร็วของ ฮอนด้า แจ๊ส ไฮบริด โดยรวมค่อนข้างกระฉับกระเฉงกับระบบมอเตอร์ไฟฟ้าที่ช่วยเสริมการทำงานกับเครื่องยนต์ ระบบมอเตอร์ไฟฟ้านี้มีข้อดี ที่แรงบิดสูงที่รอบต่ำ ทำให้ออกตัวหรือทำงานร่วมกันได้ง่ายในช่วงเร่งความเร็ว

หลังจากเดินทางมาได้ซักพัก เราก็หยุดที่ไฟแดงในซอยก่อนจะเลี้ยวกลับเข้าสู่ถนน เกษตร-นวมินทร์ และเมื่อเราเบรกเพื่อหยุดระบบ Idling Stop จะเข้ามาเพื่อดับเครื่องยนต์ชั่วคราวและให้มอเตอร์ไฟฟ้าหยุดชั่วขณะ และเมื่อเราปล่อยเบรก เครื่องยนต์ก็จะเริ่มทำงานเองอีกครั้ง

ในช่วงความเร็วปกติในเมือง เครื่องยนต์ 1.3 ลิตร ที่อาจฟังดูเหมือนแนวคิดเล็กๆ ประหยัด แต่เมื่อขับจริงตามเส้นทาง ก็เพียงพอแล้วสำหรับการใช้งานจริงในการขับขี่ในเมือง และเมื่อต้องการเรียกพลัง มอเตอร์ไฟฟ้าก็จะเข้ามาช่วยในการทำงาน ซึ่งสามารถเห็นได้จากมาตรวัด Charge/Assisted บนหน้าปัดบอกอย่างชัดเจน

ระหว่างขับรถไปเจอรถติดสลับกันไปมา และดูเหมือนว่าการหยุดเดินเบาจะฉลาดเกินไป ซึ่งบางครั้งก็สร้างความรำคาญ แต่ก็ไม่ได้ประนีประนอมกับความสะดวกสบาย เนื่องจาก Honda ได้ทำการปรับรอบเดินเบาแบบแปรผันตามอุณหภูมิภายในและภายนอก รวมทั้งปริมาณแสงแดดที่เข้าสู่ห้องโดยสาร ทำให้แม้แต่การดับเครื่องยนต์ชั่วคราวก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อความสบาย

ระหว่างการขับขี่ในเมืองนี้ เรามีโอกาสเข้าสู่โหมดขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนๆ เพื่อดึงความสามารถของมอเตอร์ไฟฟ้าในการใช้งานหรือโหมด EV โดย ฮอนด้า แจ๊ส ไฮบริด โดยจะสตาร์ทอัตโนมัติที่ความเร็วประมาณ 40 กม./ชม. และจะทำงานอย่างต่อเนื่องในระยะทางสั้นๆ ในพื้นที่ความเร็วนี้ และเมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมด เครื่องยนต์จะทำงานต่อโดยอัตโนมัติ

การขับขี่ในโหมดไฟฟ้าล้วนเป็นเวลาสั้นๆ ต้องยอมรับว่ามันสวยเข้าใจง่ายแต่ใช้ยาก เนื่องจากต้องรักษาความเร็วให้คงที่อย่างต่อเนื่อง หากเบรกหรือเหยียบคันเร่งมากเกินไป ระบบจะหยุดทำงานและเข้าสู่โหมดปกติ แต่จากวิศวกรของ Honda ได้เปิดเผยกับเราว่า แม้จะใช้งานต่อเนื่องก็วิ่งได้เพียงประมาณ 1 กิโลเมตรเท่านั้น

ไม่นานเราก็ขึ้นทางด่วนที่มุ่งหน้าไปบางน่านซึ่งโชคดีที่ทางด่วนวันนี้ไม่มีรถติดยกระดับทำให้มีโอกาสได้ลองขับดู เราใช้ความเร็วทั่วไป 90 กม. โดยใช้เครื่องยนต์ที่ 1800 รอบต่อนาที และเมื่อเพิ่มขึ้น มอเตอร์ไฟฟ้าจะช่วยขับแรงบิดได้มากขึ้น ก่อนใช้กำลังเครื่องยนต์ทำให้อัตราเร่งสั้นสามารถตอบสนองได้ดีเช่นเดียวกับเรื่องการเบรก ระบบมอเตอร์ไฟฟ้าจะนำพลังงานที่สูญเสียไปชาร์จกลับเข้าไปในก้อนแบตเตอรี่ ซึ่งนอกจากจะได้รับพลังงานไฟฟ้าแล้วเรารู้สึกว่ามันตอบสนองการเบรกอย่างมั่นใจจากการเสียดสีของไดนาโมที่เพิ่มเข้ามาเพื่อช่วยให้รู้สึกถึงการเบรก ทำดีจนมั่นใจในการขับขี่

ในที่สุดเราก็มาถึง เมกะบางนากับหุ่นครึ่งทางของการทดสอบที่ทำที่ 17.5 km/l แต่หลังจากขับรถของเรา มันคือป้าทอมขับรถ. ปรมาจารย์แห่งวงการรถยนต์ที่สามารถทำการทดสอบได้ในช่วงนี้ที่ 20.8 กม./ลิตร คือคำตอบของการขับขี่ใน แจ๊ส ไฮบริด สำหรับการขับขี่ในเมือง

ถ้าถามโดยรวม ฮอนด้า แจ๊ส ไฮบริด ไฮบริดเป็นอย่างไร …ต้องตอบว่าเป็นรถที่เหมาะกับการขับขี่แบบประหยัดไม่เน้นสมรรถนะการขับขี่แบบบ้าคลั่งมากนัก เพราะนั่นคือสิ่งที่รถคันนี้เกิดมาเพื่อรักโลกเป็นสำคัญ และสำหรับใครที่กังวลเรื่องเทคโนโลยีไฮบริด สุดท้าย..ฮอนด้าขอย้ำว่าระบบไฮบริดของฮอนด้ารับประกันทุกส่วนของระบบไฮบริดนาน 5 ปี และยังเป็นไปตามเงื่อนไขรถคันแรกตั้งแต่ราคารถ 768000 บาท รับส่วนลดรถคันแรกสูงสุด 60000 บาท …

ที่สำคัญใครกังวลว่าแบตจะแพงวิศวกร ฮอนด้าว่ากันว่าอายุการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานกว่าระยะเวลารับประกัน แต่ถ้ารถเสียและจำเป็นต้องยกเปลี่ยนจะมีค่าใช้จ่ายเพียง 65000 บาท ซึ่งหากเราประมาณการว่า หากเราใช้รถเพียง 8 ปี โดยเฉลี่ย รถไฮบริดคันนี้ จะมีต้นทุนแบตเตอรี่เฉลี่ยอยู่ที่ เพียงวันละ 22.2 บาท ช่วยคุณประหยัดค่าน้ำมันจนลืมหน้าเด็กปั๊ม

เรื่องโดย ณัฐยศ ชุบรรจง

ขอขอบคุณ คาราวาน ทดสอบโดย บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด

ขอขอบคุณข้อมูล auto.sanook.com

หากข้อมูลนี้มีประโยชน์ โปรดกด LIKE ให้ฉัน


Thông tin thêm

ทดลองขับ Honda Jazz Hybrid เจ้าตัวประหยัดล้ำสมัย

#ทดลองขบ #Honda #Jazz #Hybrid #เจาตวประหยดลำสมย
[rule_3_plain] #ทดลองขบ #Honda #Jazz #Hybrid #เจาตวประหยดลำสมย

ทดลองขับ  Honda Jazz Hybrid เจ้าตัวประหยัดล้ำสมัย
ถ้าพูดถึงรถยนต์  ในกลุ่ม 5  ประตู ที่ตราตรึงคนไทยมายาวนานล้ว เราแทบจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารถยนต์รุ่น   Honda Jazz  ถือเป็นผู้นำในกลุ่มนี้ ด้วยการก้าวเข้ามาลงตลาดเป็นรุ่นแรก แถมฟังชั่นการใช้งานที่หลากหลาย ทำให้รุ่นถัดมาก็ยังเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง
แม้ในปีที่ผ่านมา  Honda  จะมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆมากมาย รวมถึงการมาของ  Honda Civic  ใหม่ แต่ใครจะคิดว่า  Honda  จะมีการพลิกเกม ด้วยการนำเสนอรถยนต์  Honda Jazz Hybrid  ใหม่ ที่เปิดตัวลงตลาดในต่างประเทศไปแล้วลงสู่บ้านเรา แถมยังเคาะราคาที่ไม่ไกลเกินเอื้อมที่ 768,000 บาท เท่านั้น และมันทำให้เราต้องท้าพิสูจน์ว่ารถคันนี้มีดีทีความประหยัด ที่คุ้มที่จะจ่ายหรือไม่

ภายนอกคือ  Jazz  เปลี่ยนแปลงไม่มากนัก
ทรวดทรงที่เราคุ้นเคยในรถยนต์  Honda Jazz  ใหม่นี้ ถือเป็นอะไรที่ทุกคนคงจะคุ้นกันดี จนไม่น่าจะต้องบรรยายให้มากความอะไรมากมาย แต่เมื่อพูดถึงรถ Honda Jazz Hybrid   มันก็ต้องสร้างความแตกต่างเล็กน้อยพื่อให้เป็นที่จดจำเมื่อพบเจอขับ เคลื่อนบนท้องถนน
เริ่มตั้งแต่ด้านหน้าที่มีการปรับชุดกันชนหน้าใหม่ลดลุคความสปอร์ต เพิ่มความทันสมัยของตัวรถ รับเข้ากับกระจังหน้าโครเมี่ยม ที่ดูให้ดี มันจะเป็นแบบ 3  มิติ ทรงเสน่ห์มากยิ่งขึ้นในคราบของความทันสมัย มาพร้อมล้ออัลลอยขอบ 15  นิ้ว เช่นเดียวกับชุดกันชนท้าย และไฟท้ายที่มาสไตล์  LED  เลนส์ใส ดูแปลกแตกต่างในสไตล์ รถไฮบริด อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ห้องโดยสารเพิ่มออพชั่น เน้นเรื่องการใช้งาน
เมื่อเปิดประตูเข้าสู่ห้องโดยสาร หลายสิ่งที่คุ้นหน้าตาจากรถยนต์  Honda Jazz  ก็ยังคงกลับมาใน Honda Jazz Hybrid   ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะการพัฒนารถรุ่นนี้ ทีมวิศวกร  Honda  ต้องการให้มันยังเป็นรถยนต์ที่ให้ความอเนกประสงค์ในการใช้งานเช่นเดิม แต่ก็ปรับเปลี่ยนในส่วนของออพชั่นบางส่วน เช่นตรงหน้าคนขับ จะมีจอแสดงผลการทำงาน  Multi Information Display  หรือ  MID   ที่แสดงผลการทำงานของเครื่องยนต์ไฮบริดและอัตราประหยัดในรูปแบบต่างๆ โดยสามารถปรับเปลี่ยนได้ที่สวิทช์ที่พวงมาลัย  ให้ง่ายและสะดวกต่อความต้องการในการใช้งาน  เช่นเดียวกับชุดไมล์เรืองแสง ที่สามารถปรับเปลี่ยนการแสดงสี เพื่อบ่งบอกสถานะความประหยัดในการขับขี่

ตรงกลางคอนโซลหน้ามาพร้อมชุดเครื่องเสียงติดรถที่ดูคุ้นหน้าตากันดี แต่ครั้งนี้ระบบปรับอากาศถูกปรับเปลี่ยนเป็นแบบอัตโนมัติเพื่อให้ง่ายยิ่ง ขึ้นต่อการใช้งาน และแน่นอนมันยังดูทันสมัยมากยิ่งขึ้นด้วย
ในขณะที่ออพชั่นอื่นๆ  อย่างโหมดฟังชั่นการใช้งานยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง แม้ ในรถไฮบริดใหม่จะต้องมีการเพิ่มแบตเตอรืรี่ไฮบริดเข้ามาในการทำงานก็ตาม
ได้เวลาขับเคลื่อน…ใครๆ ก็ไฮบริดได้
วลีที่สื่ออกมาจากโฆษณาว่า “ใครๆ ก็ไฮบริดได้” อาจจะฟังดูค่อนข้างฮาร์ดเซลล์.. ไปหน่อย แต่ก็ต้องยอมรับว่า นี่คือรถที่สื่อสารการตลาดออกมา โดยตรงสู่ผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความตั้งใจจริงที่อยากให้คนไทยใช้รถไฮบริดกันมากขึ้น ..ไม่ใช่รถที่มีราคาระดับ  6  หลักจะซื้อทีก็คิดแล้วคิดอีก
รถ ฮอนด้า แจ๊ซ ไฮบริด   ใหม่นี้ แม้ว่าทุกองค์ประกอบมันจะคือ Hond Jazz  แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือขุมพลังใต้ฝากระโปรงที่ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3  ลิตร  แบบแคมเดี่ยว 4  สูบแถวเรียง  8 วาล์ว  พร้อมระบบ i-vtec   ให้กำลังสูงสุด 88 แรงม้า และให้แรงบิดสูงสุด  121 นิวตันเมตร ที่  4500  รอบต่อนาที  ในขณะที่มันยังมาพร้อมระบบมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด  10 กิโลวัตต์ เทียบเท่า 14  แรงม้า ที่ 1,500  รอบต่อนาที และ ให้แรงบิดสูงสุด  78  นิวตันเมตร ที่  1,000 รอบต่อนาที  มาพร้อมชุดเกียร์  CVT  ให้อัตราทดแปรผันตั้งแต่  2.526 – 0.421  และใช้เฟืองท้ายลูกโตที่มาพร้อมอัตราทด 5.274

ระบบไฮบริดนี้เมื่อดูตามสภาพจากรายละเอียดทางเทคนิคแล้ว มันคือระบบขับเคลื่อนที่เรียกว่า Mild Hybrid  ซึ่งเป็นการเทียบจากขนาดมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลังน้อยกว่า 20 กิโลวัตต์ โดยมุ่งเน้นในการช่วยเสริมกำลังขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ เป็นสำคัญ ทำมีความประหยัดในการขับขี่มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
การขับขี่ของเรามาเริ่มในช่วงที่ 2  ของการทดสอบการขับขี่ Honda Jazz Hybrid   โดยในไม้แรกนั้น แม้จะนั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถ โดยมีพี่สื่ออีกท่านขับขี่อย่างเมามันส์ เรียกว่า จัดเต็มสมรรถนะเน้นกันเต็มๆ แต่ระหว่างที่นั่ง เราก็ต้องยอมรับว่า แม้จะมีเครื่องเล็กกว่าและมันเกิดมาเพื่อประหยัด แต่ก็ไม่ได้มีดีกรีที่แตกต่างจากเครื่อง 1.5  ลิตร 120 แรงม้า ที่เราคุ้นเคยนัก การออกตัวกลับดูดี และหลังจากจบคนแรกที่หน้าปัดโชว์ตัวเลขประหยัด  15.5  ก.ม./ลิตร
เมื่อถึงคิวเราขึ้นมาขับขี่  ฮอนด้า แจ๊ซ ไฮบริด  เส้นทางของเราในชั่วโมงนี้ถือเป็นเส้นทางเมืองจริงๆ โดยมีปลายทาง ที่เมกาบางนา เริ่มต้นจาก ย่านเกษตร-นวมินทร์  ไปเรื่อยออกวิภาวดีรังสิต ในช่วงเที่ยงๆของวัน เมื่อเริ่มเคลื่อนตัวออกไปบนถนน ฟีลลิ่งของไฮบริดใน Honda Jazz Hybrid   ใหม่ แทบไม่ได้ต่างจากเครื่องยนต์ ด้วย แนวคิดการเสริมกำลัง ที่ทำงานกันแบบคู่ขนาน ทำให้เมื่อขับเคลื่อนออกมา อาจจะไม่รู้สึกแตกต่างอย่างชัดเจน

การขับเคลื่อนในช่วงความเร็วของ ฮอนด้า แจ๊ซ ไฮบริด  โดยรวมค่อนกระฉับกระเฉง ด้วย ระบบมอเตอร์ไฟฟ้าเสริมการทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ ซึ่งระบบมอเตอร์ไฟฟ้านี่มีข้อดี ที่แรงบิดสูงในรอบต่ำ ช่วยให้ง่ายทั้งในการออกตัว หรือร่วมกันทำงานในยามเร่งแซงก็ตาม
หลังจากเดินทางมาสักพัก เราก็มาหยุดที่ไฟแดง ในช่วงซอย ก่อนเลี้ยวกลับออกถนน เกษตร-นวมินทร์   และเมื่อเราเบรกจะหยุดระบบ  Idling Stop ก็เข้ามาทำการหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ชั่วคราวและให้มอเตอร์ไฟฟ้ารับช่วงต่อสั้นๆ และเมื่อเราปล่อยเบรก เครื่องยนต์ก็จะกลับมาทำงานเองอีกครั้งหนึ่ง
ในช่วงความเร็วทั่วไปในเมือง เครื่องยนต์ขนาด 1.3   ลิตร ที่อาจจะฟังดูแล้วเล็กตามคอนเซปต์ประหยัดแต่เมื่อ ขับเคลื่อนจริงไปตามเส้นทาง มันก็ค่อนข้างจะเพียงพอต่อการใช้งานจริงในการขับขี่เขตเมือง และเมื่อคุณต้องการเรียกพลัง มอเตอร์ไฟฟ้าก็จะเข้ามาช่วยเสริมในการทำงาน โดยสามารถดูได้จากมาตรวัด Charge/Assisted  ที่อยู่ตรงหน้าปัด ที่บอกกันอย่างชัดเจน

ช่วงระหว่างการขับขี่เราก็มาเจอสภาพการจราจรติดขัดสลับหยดนิ่ง และดูเหมือนเจ้า  Idling stop  จะฉลาดเกินไปสักหน่อย เพาะ มันแทบจะหยุดทุกจังหวะ ซึ่งบางทีก็ก่อความรำคาญ แต่มันก็ไม่ทำให้ความสะดวกสบายหายไป เนื่องจาก  Honda ได้ทำระบบ Idling Stop  แบบแปรผัน โดยดูจากอุณหภูมิภายในและภายนอกห้องโดยสาร  เช่นเดียวกับปริมาณแสงอาทิตย์ ที่เข้าสู่ห้องโดยสาร  ช่วยให้แม้หยุดการทำงานของเครื่องยนต์ชั่วคราวไม่เป็นอุปสรรคต่อความสบาย
ในช่วงการขับขี่ในเมืองนี้เราได้มีโอกาสในการเข้าสู่โหมดขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วน ที่จะดึงความสามารถของมอเตอร์ไฟฟ้ามาใช้ หรือ EV Mode  โดยใน Honda Jazz Hybrid  จะเริ่มต้นการทำงานเองอัตโนมัติในความเร็วประมาณ  40  ก.ม./ ช.ม. และจะทำงานต่อเนื่องเป็นช่วงระยะทางสั้นๆ  ในย่านความเร็วนี้ และเมื่อแบตเตอร์รี่ใกล้หมดเครื่องยนต์ก็จะกลับเข้ามาทำหน้าที่เองต่ออัตโนมัติ
การขับขี่ของเราในโหมดไฟฟ้าล้วนในช่วงเวลาสั้น ต้องยอมรับว่า มันค่อนข้างเข้าใจได้ง่ายแต่ใช้งานจริงยาก เนื่องจากต้องทำการคงความเร็วให้สเถียรต่อเนื่อง หากมีการเบรก หรือแม้แต่เพิ่มคันเร่งมากเกินไปก็ทำให้ระบบหยุดการทำงานและเข้าสู่โหมดปกติ แต่จากทางวิศวกรฮอนด้า ก็เปิดเผยกับเราว่า แม้จะใช้งานต่อเนื่องมันก็ไปได้ไกลสูงสุดเพียง 1  กิโลเมตรโดยประมาณเท่านั้น

ไม่นานนักเราก็ขึ้นสู่ทางด่วนมุ่งหน้าสู่บางนาน ซึ่ง เป็นที่โชคดีว่า ทางด่วนวันนี้ไม่กลายเป็นทางรถติดยกระดับ ทำให้มีโอกาส ได้ลองเค้นสมรรถนะดูบ้าง โดยเราใช้ความเร็วทั่วๆไป ที่  90 ก.ม. ใช้รอบเครื่องอยู่ที่ 1800 รอบต่อนาที และเมื่อเพิ่มสูงขึ้น มอเตอร์ไฟฟ้าก็จะเข้ามาช่วยในการผลักแรงบิดเพิ่ม ก่อนที่จะใช้กำลังของเครื่องยนต์ ทำให้ช่วงเร่งสั้นๆ สามารถตอบสนองได้ดี เช่นเดียวกับเรื่องของการเบรก ที่ระบบมอเตอร์ไฟฟ้าจะนำพลังที่สูญเสียไปชาร์จกลับเข้าสู่ชุดแบตเตอร์รี่  ซึ่งนอกจากได้พลังงานฟ้า และ เรากลับรู้สึกว่ามันตอบสนองการเบรกได้อย่างมั่นใจ จากแรงเสียดทานของชุดไดนาโม ที่เพิ่มเข้ามาช่วยให้ฟีลลิ่งเบรค ทำได้ดีจนมั่นใจในการขับขี่
ท้ายที่สุดเราก็เดินทางมาถึง ห้างเมกะบางนา พร้อมตัวเลขครึ่งทางของการทดสอบ ที่ทำได้ที่  17.5  กิโลเมตรต่อลิตร แต่หลังจากการขับขี่ของเราแล้ว เป็นการขับขี่ของน้าตั๋ม กูรูแห่งวงการรถยนต์ ที่ทำได้จบการทดสอบในงวดนี้ที่  20.8  กิโลเมตร/ลิตร  เป็นคำตอบของการขับขี่ใน Jazz Hybrid   สำหรับการขับขี่ในเมือง
หากถามว่า โดยรวม  Honda Jazz Hybrid   ไฮบริดเป็นอย่างไร …คงต้องตอบว่านี่คือรถที่เหมาะสำหรับการขับขี่ประหยัดไม่เน้นมากในเรื่องสมรรถนะการขับขี่แบบบ้าพลัง เพราะนั่นคือสิ่งที่รถคันนี้เกิดมาเพื่อรักโลกเป็นสำคัญ และส่วนใครที่กังวลเกี่ยวกับเทคโนโลยีไฮบริด  ท้ายสุดนี้ ..ฮอนด้าเข้าขอฝากย้ำว่าระบบไฮบริดของฮอนด้ารับประกันทุกชิ้นส่วนของระบบไฮบริด  5  ปี  และยังเข้าตามเงื่อนไขรถคันแรก โดยจากราคารถ 768000 บาท สามารถรับสิทธิส่วนลดรถคันแรกได้ถึง 60000  บาท …
ที่สำคัญ ใครที่กังวลว่าแบตเตอรืรี่แพงวิศวกร ฮอนด้าก็บอกว่า อายุการใช้งานแบตเตอร์รี่นั้นยาวนานเกินกว่าเท่าตัวของการรับปะกัน แต่ถ้าเสื่อมสภาพและต้องยกเปลี่ยนมันจะมีราคาเพียง 65000 บาท ซึ่งหากเราประมาณการว่า หากเราใช้รถเพียง 8 ปี โดยเฉลี่ย เจ้ารถไฮบริดนี้ จะมีค่าแบตเตอร์รี่เฉลี่ย เพียงวันละ  22.2  บาทเท่านั้น และมันช่วยคุณประหยัดค่าน้ำมันจนลืมหน้าเด็กปั้มแน่นอน
เรื่องโดย ณัฐยศ ชูบรรจง
ขอบคุณคาราวานทดสอบโดย บริษัท ฮอนด้า ออโต้โมบิล (ประเทศไทย) จำกัด
ขอขอบคุณข้อมูล auto.sanook.com
ถ้าข้อมูลนี้มีประโยชน์ ช่วยกด LIKE ให้ผมหน่อยนะครับ

#ทดลองขบ #Honda #Jazz #Hybrid #เจาตวประหยดลำสมย
[rule_2_plain] #ทดลองขบ #Honda #Jazz #Hybrid #เจาตวประหยดลำสมย
[rule_2_plain] #ทดลองขบ #Honda #Jazz #Hybrid #เจาตวประหยดลำสมย
[rule_3_plain]

#ทดลองขบ #Honda #Jazz #Hybrid #เจาตวประหยดลำสมย

ทดลองขับ  Honda Jazz Hybrid เจ้าตัวประหยัดล้ำสมัย
ถ้าพูดถึงรถยนต์  ในกลุ่ม 5  ประตู ที่ตราตรึงคนไทยมายาวนานล้ว เราแทบจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารถยนต์รุ่น   Honda Jazz  ถือเป็นผู้นำในกลุ่มนี้ ด้วยการก้าวเข้ามาลงตลาดเป็นรุ่นแรก แถมฟังชั่นการใช้งานที่หลากหลาย ทำให้รุ่นถัดมาก็ยังเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง
แม้ในปีที่ผ่านมา  Honda  จะมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆมากมาย รวมถึงการมาของ  Honda Civic  ใหม่ แต่ใครจะคิดว่า  Honda  จะมีการพลิกเกม ด้วยการนำเสนอรถยนต์  Honda Jazz Hybrid  ใหม่ ที่เปิดตัวลงตลาดในต่างประเทศไปแล้วลงสู่บ้านเรา แถมยังเคาะราคาที่ไม่ไกลเกินเอื้อมที่ 768,000 บาท เท่านั้น และมันทำให้เราต้องท้าพิสูจน์ว่ารถคันนี้มีดีทีความประหยัด ที่คุ้มที่จะจ่ายหรือไม่

ภายนอกคือ  Jazz  เปลี่ยนแปลงไม่มากนัก
ทรวดทรงที่เราคุ้นเคยในรถยนต์  Honda Jazz  ใหม่นี้ ถือเป็นอะไรที่ทุกคนคงจะคุ้นกันดี จนไม่น่าจะต้องบรรยายให้มากความอะไรมากมาย แต่เมื่อพูดถึงรถ Honda Jazz Hybrid   มันก็ต้องสร้างความแตกต่างเล็กน้อยพื่อให้เป็นที่จดจำเมื่อพบเจอขับ เคลื่อนบนท้องถนน
เริ่มตั้งแต่ด้านหน้าที่มีการปรับชุดกันชนหน้าใหม่ลดลุคความสปอร์ต เพิ่มความทันสมัยของตัวรถ รับเข้ากับกระจังหน้าโครเมี่ยม ที่ดูให้ดี มันจะเป็นแบบ 3  มิติ ทรงเสน่ห์มากยิ่งขึ้นในคราบของความทันสมัย มาพร้อมล้ออัลลอยขอบ 15  นิ้ว เช่นเดียวกับชุดกันชนท้าย และไฟท้ายที่มาสไตล์  LED  เลนส์ใส ดูแปลกแตกต่างในสไตล์ รถไฮบริด อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ห้องโดยสารเพิ่มออพชั่น เน้นเรื่องการใช้งาน
เมื่อเปิดประตูเข้าสู่ห้องโดยสาร หลายสิ่งที่คุ้นหน้าตาจากรถยนต์  Honda Jazz  ก็ยังคงกลับมาใน Honda Jazz Hybrid   ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะการพัฒนารถรุ่นนี้ ทีมวิศวกร  Honda  ต้องการให้มันยังเป็นรถยนต์ที่ให้ความอเนกประสงค์ในการใช้งานเช่นเดิม แต่ก็ปรับเปลี่ยนในส่วนของออพชั่นบางส่วน เช่นตรงหน้าคนขับ จะมีจอแสดงผลการทำงาน  Multi Information Display  หรือ  MID   ที่แสดงผลการทำงานของเครื่องยนต์ไฮบริดและอัตราประหยัดในรูปแบบต่างๆ โดยสามารถปรับเปลี่ยนได้ที่สวิทช์ที่พวงมาลัย  ให้ง่ายและสะดวกต่อความต้องการในการใช้งาน  เช่นเดียวกับชุดไมล์เรืองแสง ที่สามารถปรับเปลี่ยนการแสดงสี เพื่อบ่งบอกสถานะความประหยัดในการขับขี่

ตรงกลางคอนโซลหน้ามาพร้อมชุดเครื่องเสียงติดรถที่ดูคุ้นหน้าตากันดี แต่ครั้งนี้ระบบปรับอากาศถูกปรับเปลี่ยนเป็นแบบอัตโนมัติเพื่อให้ง่ายยิ่ง ขึ้นต่อการใช้งาน และแน่นอนมันยังดูทันสมัยมากยิ่งขึ้นด้วย
ในขณะที่ออพชั่นอื่นๆ  อย่างโหมดฟังชั่นการใช้งานยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง แม้ ในรถไฮบริดใหม่จะต้องมีการเพิ่มแบตเตอรืรี่ไฮบริดเข้ามาในการทำงานก็ตาม
ได้เวลาขับเคลื่อน…ใครๆ ก็ไฮบริดได้
วลีที่สื่ออกมาจากโฆษณาว่า “ใครๆ ก็ไฮบริดได้” อาจจะฟังดูค่อนข้างฮาร์ดเซลล์.. ไปหน่อย แต่ก็ต้องยอมรับว่า นี่คือรถที่สื่อสารการตลาดออกมา โดยตรงสู่ผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความตั้งใจจริงที่อยากให้คนไทยใช้รถไฮบริดกันมากขึ้น ..ไม่ใช่รถที่มีราคาระดับ  6  หลักจะซื้อทีก็คิดแล้วคิดอีก
รถ ฮอนด้า แจ๊ซ ไฮบริด   ใหม่นี้ แม้ว่าทุกองค์ประกอบมันจะคือ Hond Jazz  แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือขุมพลังใต้ฝากระโปรงที่ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3  ลิตร  แบบแคมเดี่ยว 4  สูบแถวเรียง  8 วาล์ว  พร้อมระบบ i-vtec   ให้กำลังสูงสุด 88 แรงม้า และให้แรงบิดสูงสุด  121 นิวตันเมตร ที่  4500  รอบต่อนาที  ในขณะที่มันยังมาพร้อมระบบมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด  10 กิโลวัตต์ เทียบเท่า 14  แรงม้า ที่ 1,500  รอบต่อนาที และ ให้แรงบิดสูงสุด  78  นิวตันเมตร ที่  1,000 รอบต่อนาที  มาพร้อมชุดเกียร์  CVT  ให้อัตราทดแปรผันตั้งแต่  2.526 – 0.421  และใช้เฟืองท้ายลูกโตที่มาพร้อมอัตราทด 5.274

ระบบไฮบริดนี้เมื่อดูตามสภาพจากรายละเอียดทางเทคนิคแล้ว มันคือระบบขับเคลื่อนที่เรียกว่า Mild Hybrid  ซึ่งเป็นการเทียบจากขนาดมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลังน้อยกว่า 20 กิโลวัตต์ โดยมุ่งเน้นในการช่วยเสริมกำลังขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ เป็นสำคัญ ทำมีความประหยัดในการขับขี่มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
การขับขี่ของเรามาเริ่มในช่วงที่ 2  ของการทดสอบการขับขี่ Honda Jazz Hybrid   โดยในไม้แรกนั้น แม้จะนั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถ โดยมีพี่สื่ออีกท่านขับขี่อย่างเมามันส์ เรียกว่า จัดเต็มสมรรถนะเน้นกันเต็มๆ แต่ระหว่างที่นั่ง เราก็ต้องยอมรับว่า แม้จะมีเครื่องเล็กกว่าและมันเกิดมาเพื่อประหยัด แต่ก็ไม่ได้มีดีกรีที่แตกต่างจากเครื่อง 1.5  ลิตร 120 แรงม้า ที่เราคุ้นเคยนัก การออกตัวกลับดูดี และหลังจากจบคนแรกที่หน้าปัดโชว์ตัวเลขประหยัด  15.5  ก.ม./ลิตร
เมื่อถึงคิวเราขึ้นมาขับขี่  ฮอนด้า แจ๊ซ ไฮบริด  เส้นทางของเราในชั่วโมงนี้ถือเป็นเส้นทางเมืองจริงๆ โดยมีปลายทาง ที่เมกาบางนา เริ่มต้นจาก ย่านเกษตร-นวมินทร์  ไปเรื่อยออกวิภาวดีรังสิต ในช่วงเที่ยงๆของวัน เมื่อเริ่มเคลื่อนตัวออกไปบนถนน ฟีลลิ่งของไฮบริดใน Honda Jazz Hybrid   ใหม่ แทบไม่ได้ต่างจากเครื่องยนต์ ด้วย แนวคิดการเสริมกำลัง ที่ทำงานกันแบบคู่ขนาน ทำให้เมื่อขับเคลื่อนออกมา อาจจะไม่รู้สึกแตกต่างอย่างชัดเจน

การขับเคลื่อนในช่วงความเร็วของ ฮอนด้า แจ๊ซ ไฮบริด  โดยรวมค่อนกระฉับกระเฉง ด้วย ระบบมอเตอร์ไฟฟ้าเสริมการทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ ซึ่งระบบมอเตอร์ไฟฟ้านี่มีข้อดี ที่แรงบิดสูงในรอบต่ำ ช่วยให้ง่ายทั้งในการออกตัว หรือร่วมกันทำงานในยามเร่งแซงก็ตาม
หลังจากเดินทางมาสักพัก เราก็มาหยุดที่ไฟแดง ในช่วงซอย ก่อนเลี้ยวกลับออกถนน เกษตร-นวมินทร์   และเมื่อเราเบรกจะหยุดระบบ  Idling Stop ก็เข้ามาทำการหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ชั่วคราวและให้มอเตอร์ไฟฟ้ารับช่วงต่อสั้นๆ และเมื่อเราปล่อยเบรก เครื่องยนต์ก็จะกลับมาทำงานเองอีกครั้งหนึ่ง
ในช่วงความเร็วทั่วไปในเมือง เครื่องยนต์ขนาด 1.3   ลิตร ที่อาจจะฟังดูแล้วเล็กตามคอนเซปต์ประหยัดแต่เมื่อ ขับเคลื่อนจริงไปตามเส้นทาง มันก็ค่อนข้างจะเพียงพอต่อการใช้งานจริงในการขับขี่เขตเมือง และเมื่อคุณต้องการเรียกพลัง มอเตอร์ไฟฟ้าก็จะเข้ามาช่วยเสริมในการทำงาน โดยสามารถดูได้จากมาตรวัด Charge/Assisted  ที่อยู่ตรงหน้าปัด ที่บอกกันอย่างชัดเจน

ช่วงระหว่างการขับขี่เราก็มาเจอสภาพการจราจรติดขัดสลับหยดนิ่ง และดูเหมือนเจ้า  Idling stop  จะฉลาดเกินไปสักหน่อย เพาะ มันแทบจะหยุดทุกจังหวะ ซึ่งบางทีก็ก่อความรำคาญ แต่มันก็ไม่ทำให้ความสะดวกสบายหายไป เนื่องจาก  Honda ได้ทำระบบ Idling Stop  แบบแปรผัน โดยดูจากอุณหภูมิภายในและภายนอกห้องโดยสาร  เช่นเดียวกับปริมาณแสงอาทิตย์ ที่เข้าสู่ห้องโดยสาร  ช่วยให้แม้หยุดการทำงานของเครื่องยนต์ชั่วคราวไม่เป็นอุปสรรคต่อความสบาย
ในช่วงการขับขี่ในเมืองนี้เราได้มีโอกาสในการเข้าสู่โหมดขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วน ที่จะดึงความสามารถของมอเตอร์ไฟฟ้ามาใช้ หรือ EV Mode  โดยใน Honda Jazz Hybrid  จะเริ่มต้นการทำงานเองอัตโนมัติในความเร็วประมาณ  40  ก.ม./ ช.ม. และจะทำงานต่อเนื่องเป็นช่วงระยะทางสั้นๆ  ในย่านความเร็วนี้ และเมื่อแบตเตอร์รี่ใกล้หมดเครื่องยนต์ก็จะกลับเข้ามาทำหน้าที่เองต่ออัตโนมัติ
การขับขี่ของเราในโหมดไฟฟ้าล้วนในช่วงเวลาสั้น ต้องยอมรับว่า มันค่อนข้างเข้าใจได้ง่ายแต่ใช้งานจริงยาก เนื่องจากต้องทำการคงความเร็วให้สเถียรต่อเนื่อง หากมีการเบรก หรือแม้แต่เพิ่มคันเร่งมากเกินไปก็ทำให้ระบบหยุดการทำงานและเข้าสู่โหมดปกติ แต่จากทางวิศวกรฮอนด้า ก็เปิดเผยกับเราว่า แม้จะใช้งานต่อเนื่องมันก็ไปได้ไกลสูงสุดเพียง 1  กิโลเมตรโดยประมาณเท่านั้น

ไม่นานนักเราก็ขึ้นสู่ทางด่วนมุ่งหน้าสู่บางนาน ซึ่ง เป็นที่โชคดีว่า ทางด่วนวันนี้ไม่กลายเป็นทางรถติดยกระดับ ทำให้มีโอกาส ได้ลองเค้นสมรรถนะดูบ้าง โดยเราใช้ความเร็วทั่วๆไป ที่  90 ก.ม. ใช้รอบเครื่องอยู่ที่ 1800 รอบต่อนาที และเมื่อเพิ่มสูงขึ้น มอเตอร์ไฟฟ้าก็จะเข้ามาช่วยในการผลักแรงบิดเพิ่ม ก่อนที่จะใช้กำลังของเครื่องยนต์ ทำให้ช่วงเร่งสั้นๆ สามารถตอบสนองได้ดี เช่นเดียวกับเรื่องของการเบรก ที่ระบบมอเตอร์ไฟฟ้าจะนำพลังที่สูญเสียไปชาร์จกลับเข้าสู่ชุดแบตเตอร์รี่  ซึ่งนอกจากได้พลังงานฟ้า และ เรากลับรู้สึกว่ามันตอบสนองการเบรกได้อย่างมั่นใจ จากแรงเสียดทานของชุดไดนาโม ที่เพิ่มเข้ามาช่วยให้ฟีลลิ่งเบรค ทำได้ดีจนมั่นใจในการขับขี่
ท้ายที่สุดเราก็เดินทางมาถึง ห้างเมกะบางนา พร้อมตัวเลขครึ่งทางของการทดสอบ ที่ทำได้ที่  17.5  กิโลเมตรต่อลิตร แต่หลังจากการขับขี่ของเราแล้ว เป็นการขับขี่ของน้าตั๋ม กูรูแห่งวงการรถยนต์ ที่ทำได้จบการทดสอบในงวดนี้ที่  20.8  กิโลเมตร/ลิตร  เป็นคำตอบของการขับขี่ใน Jazz Hybrid   สำหรับการขับขี่ในเมือง
หากถามว่า โดยรวม  Honda Jazz Hybrid   ไฮบริดเป็นอย่างไร …คงต้องตอบว่านี่คือรถที่เหมาะสำหรับการขับขี่ประหยัดไม่เน้นมากในเรื่องสมรรถนะการขับขี่แบบบ้าพลัง เพราะนั่นคือสิ่งที่รถคันนี้เกิดมาเพื่อรักโลกเป็นสำคัญ และส่วนใครที่กังวลเกี่ยวกับเทคโนโลยีไฮบริด  ท้ายสุดนี้ ..ฮอนด้าเข้าขอฝากย้ำว่าระบบไฮบริดของฮอนด้ารับประกันทุกชิ้นส่วนของระบบไฮบริด  5  ปี  และยังเข้าตามเงื่อนไขรถคันแรก โดยจากราคารถ 768000 บาท สามารถรับสิทธิส่วนลดรถคันแรกได้ถึง 60000  บาท …
ที่สำคัญ ใครที่กังวลว่าแบตเตอรืรี่แพงวิศวกร ฮอนด้าก็บอกว่า อายุการใช้งานแบตเตอร์รี่นั้นยาวนานเกินกว่าเท่าตัวของการรับปะกัน แต่ถ้าเสื่อมสภาพและต้องยกเปลี่ยนมันจะมีราคาเพียง 65000 บาท ซึ่งหากเราประมาณการว่า หากเราใช้รถเพียง 8 ปี โดยเฉลี่ย เจ้ารถไฮบริดนี้ จะมีค่าแบตเตอร์รี่เฉลี่ย เพียงวันละ  22.2  บาทเท่านั้น และมันช่วยคุณประหยัดค่าน้ำมันจนลืมหน้าเด็กปั้มแน่นอน
เรื่องโดย ณัฐยศ ชูบรรจง
ขอบคุณคาราวานทดสอบโดย บริษัท ฮอนด้า ออโต้โมบิล (ประเทศไทย) จำกัด
ขอขอบคุณข้อมูล auto.sanook.com
ถ้าข้อมูลนี้มีประโยชน์ ช่วยกด LIKE ให้ผมหน่อยนะครับ

Trả lời

Email của bạn sẽ không được hiển thị công khai. Các trường bắt buộc được đánh dấu *

Back to top button